“The happiest of people don't necessarily have the best of everything; they just make the best of everything that comes along their way”

          ผมเคยถกเถียงกับเพื่อนๆ มาหลายหนแล้วว่าความสุขคืออะไร ลองกันมาก็หลายแบบ ถามใจตัวเองก็หลายครั้ง สุดท้ายก็ได้มีเวลาไปเสาะแสวงหาอ่านเรื่องราวต่างๆ และพูดคุยกับคนมากมาย เลยอยากจะขอใช้มุมๆ นึง ของสวัสดีแอคชัวรีมาแบ่งปันกันตรงนี้ครับ

          สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการได้ร่วมงานกับผู้คนมากมายหลากหลายเชื้อชาติ นั่นก็คือ คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่ร่ำรวย (ใช่ว่าผมเคยลองรวยมาแล้ว แต่ก็รู้ว่ารวยมากๆ ก็ใช่ว่าจะมีความสุข) และคนที่มีความสุขที่สุดในโลกก็ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ (ก็ใช่ว่าผมจะเคยประสบความสำเร็จถึงจุดสูงสุดอีก แต่ก็ได้สัมผัสความรู้สึกที่ว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาวอยู่บ่อยๆ)

“He who knows he has enough is rich”

          แต่ผมเชื่อว่าคนที่มีความสุขก็คือ คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง และก็มีคนเคยพูดให้ผมฟังว่าความสุขมันขึ้นกับ state of the mind เท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าคิดว่าตัวเองมีความสุข มันก็มีความสุข

“Happiness is not a commodity that is found by pursuit. Instead, it is a state of mind produced by a positive attitude”

          และความหมายของความสบายใจก็คือ

  1. เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าคุณมีดี คุณน่าคบหา และคุณทำได้
  2. รู้จักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ
  3. ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานคุณเคยทำผิดพลาด คุณก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น
  4. เห็นค่าของตัวเอง คุณไม่คิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า คุณจึงมีความสุขในใจเสมอ
  5. วิ่งหนีความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าตกลงไปในความทุกข์ คุณก็รีบหาทางหลุดพ้น ไม่จมอยู่กับมัน
  6. กล้าหาญเสมอ คุณกล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ
  7. มีความฝันใฝ่ เมื่อชีวิตมีจุดหมาย คุณก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่เลื่อนลอย
  8. มีน้ำใจอาทร คุณพบความสุขในใจเสมอถ้าเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
  9. นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง
  10. เติมสีสัน สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของคุณและคนรอบข้าง รู้จักหยอกล้อคนอื่น ๆ และตัวเองด้วย

          ความสุขนั้นคือพอใจกับวิถีชีวิตของตัวเอง และวางฝันของตัวเองตามกำลังที่ตนทำได้ (Plan for the worst and hope for the best) การได้รับวัตถุและความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้เราพึงพอใจและยกระดับฐานะของเราเองเท่านั้น เป็นการสร้างเสริมความสุขเพียงภายนอก และมันก็ไม่ได้อยู่กับเราอย่างมั่นคงถาวรตลอดไป

          เพราะคนเรานั้นย่อมมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นเสมออย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง เหมือนการไต่เขายอดเขาขึ้นไปได้จนสำเร็จไปหนึ่งลูก พอมองเห็นยอดเขาอีกลูกหนึ่ง ก็อยากจะไปพิชิตยอดเขาหรือไขว่คว้าทำให้ได้อีก แต่การปีนขึ้นเขาแต่ละลูกนั้นใช่ว่าจะต้องก้มหน้าก้มตาปีนขึ้นไป โดยไม่หันไปมองทางไหนนอกจากทางข้างหน้า พยายามเพียงเพื่อจะขึ้นไปให้ถึงยอดเขาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เราพลาดโอกาสหลายๆ อย่าง เพราะระหว่างทางขึ้นเขานั้นยังมีธรรมชาติอันสวยงามให้เราเพลิดเพลินไปตลอดทางได้อีก

“Life is not measured by the number of breaths we take, but by the moments that takes our breath away”

          และก็เคยมีบางคนถามว่า ทำไมตอนที่ผมจบได้เป็น FSA แล้วก็ยังดิ้นรนเรียนอย่างอื่นต่ออีก อันนี้ผมว่าไม่เกี่ยวกันครับ ผมถือว่าความรู้สามารถเรียนกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ระหว่างเรียนนั้นเราก็สนุกไปกับการเรียนรู้และก็แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ้าง แล้วการเป็น FSA ก็ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งวิชาชีพเท่านั้น ยังมีสิ่งต่างๆ มากมายรอคอยให้ฟันฝ่าอยู่ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นกิเลสของความอยากวิชาก็ได้ อันนี้ก็ต้องอาจจะต้องเพลาๆ กันบ้างครับ ถ้ามันทำให้ถึงกับต้องล้มป่วยกันไป

          จะเห็นได้ว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากข้างในจิตใจของคนเรา และถ้าจิตใจของเรานั้นไม่ว่าง เต็มไปด้วยอารมณ์อันตรายต่าง ๆ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าความสุขนั้นมักเกิดขึ้นท่ามกลางความสงบเสมอ

          ชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้ยืนยาวนัก เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เราสามารถหาความสุขให้ตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องมุ่งหวังยามแก่เฒ่า ค่อยอยู่อย่างสงบสุขอย่างที่หลายคนเชื่อกัน

          เราจะสามารถมีความสุขที่สุดในโลกได้ ในตอนนี้ ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเอง !!!

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยกเลิกกิจกรรมทุกอย่าง เลิกสอบ เลิกขยันทำงาน เลิกฝัน เลิกไขว่คว้า หรือ เลิกหวังไปเลยเสียทีเดียว เพียงแต่เราจำต้องมีสติ มีปัญญา และรู้ตัวให้พอเหมาะสม ผมยังคงเชื่ออยู่เสมอว่าการเดินทางสายกลางนั้นดีที่สุด บริหารเวลาให้สมดุลกับการงาน การเรียนรู้ สุขภาพ และครอบครัว โดยทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แล้วก็ยิ้มรับกับผลลัพธ์ที่มันจะออกมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะผ่านหรือตก ขอให้พยายามอย่างเต็มที่ จะได้ไม่เสียใจในภายหลังก็พอ

          การเดินทางสายกลางนั้นจึงต่างกับการไม่ทะเยอทะยานหรือไม่พยายามทำดูก่อนเลย ยังไงซะ เราก็ควรพยายามทำให้ดีที่สุดก่อน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสำหรับแอคชัวรีที่ยังไม่เคยสอบ เรามาลองสอบกันดูซักตั้งจะดีมั๊ยครับ

“Anyone who stops learning is old, whether at twenty or eighty. Anyone who keeps learning stays young. The greatest thing in life is to keep your mind young”