โดย คุณสุชิน พงษ์พึ่งพิทักษ์

            เวลาได้ไปพูดโปรโมทเกี่ยวกับวิชาชีพ actuary ให้บุคคลทั่วไปฟัง หนึ่งในทักษะสำคัญของการเป็น actuary ที่ดีที่ผมมักจะหยิบยกมากล่าวก็คือการมีความรู้หลากหลายและกว้างขวาง เช่น actuary ที่ดีจำเป็นต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์เพื่อที่จะเข้าใจผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจหรือนโยบายรัฐบาลต่อสมมติฐานในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย เช่น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ต้องมีความรู้ทางการเงินและการลงทุนเพื่อเข้าใจผลกระทบและความเสี่ยงทางการเงินจากการลงทุนต่อแบบประกัน ต้องมีความรู้ทางบัญชีสามารถอ่านและเข้าใจวิธีแสดงผลทางการเงินในแบบต่างๆได้ ต้องมีความรู้ทางกฏหมายเพื่อการพิจารณาร่างสัญญาประกันภัย ต้องมีความรู้ทางการตลาดเพื่อประกอบการพิจารณาการออกแบบประกัน สุดท้ายที่มักเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ฟังก็คือต้องมีความรู้ทางการแพทย์เพื่อที่จะเข้าใจปัจจัยที่มีผลกระทบในการกำหนดสมมติฐานเรื่องอัตราการเจ็บป่วยหรือมรณกรรม

            ผู้อ่านอาจจะนึกว่าเป็นมุขตลกขำอำหน้าตายแต่นี่เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมขนหนังสือที่เคยใช้อ่านสอบ actuary จากออฟฟิศกลับบ้านก็ได้เจอหนังสืออ่านสอบวิชาเกี่ยวกับการพิจารณาความเสี่ยงภัยที่เคยสอบผ่านมาแล้ว พอพลิกๆดูก็ระลึกได้ว่าหนึ่งในเนื้อหาของวิชานี้ก็คือความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆซึ่งเขียนอธิบายด้วยศัพท์ทางการแพทย์ จำได้ว่าอ่านยากจนต้องไปขอร้องให้เพื่อนที่เป็นหมอช่วยอธิบายศัพท์เทคนิคต่างๆให้ฟัง เรียกว่าสอบเสร็จมีความรู้ความเข้าใจกายวิภาคของหัวใจได้ดีทีเดียว แต่ actuary ที่กำลังสอบอยู่ไม่ต้องสยองขวัญสั่นประสาท เพราะเนื้อหาวิชานี้ปัจจุบันถูกตัดทิ้งไปแล้ว

            ไล่พลิกหน้าหนังสือเล่มนั้นไปก็เจอเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนึ่งในวิวัฒนาการของการจัดระดับชั้นความเสี่ยงภัย (ถ้าอ่านภาษาไทยแล้วงง ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Risk classification) ในตลาดประกันชีวิตของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เลยหยิบยกมาเขียนเล่าสู่กันฟัง แต่ก่อนจะลุยรายละเอียด ขออธิบายปูพื้นฐานความเข้าใจ 2 เรื่องให้กับผู้อ่านก่อน

            เรื่องแรกก็คือการจัดระดับชั้นความเสี่ยงภัยแบบพื้นฐาน ที่พบเห็นทั่วไปในตลาดประเทศไทย ถ้าสมมติว่าเราไปขอซื้อประกันชีวิตกับบริษัทหนึ่ง ใบคำขอจะถูกเจ้าหน้าที่บริษัทที่เรียกว่า Underwriter หรือผู้พิจารณารับประกันภัยสำรวจตรวจสอบข้อมูลต่างๆในใบคำขอ รวมทั้งหลักฐานการตรวจสุขภาพต่างๆ จากนั้นก็จะประเมินแล้วจัดลำดับผู้ขอเอาประกันตามระดับชั้นความเสี่ยงที่ประเมิน โดยหลักๆแล้วมีสองระดับชั้นก็คือ ภัยมาตรฐาน (Standard risk) และภัยต่ำกว่ามาตรฐาน (Substandard risk) ถ้าเรามีข้อมูลทางสุขภาพที่ปกติหรือไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยมากนักก็จะถือว่าเป็นภัยมาตรฐาน แต่ถ้าเรามีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก เช่น มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ มีการสูบบุหรี่ในปริมาณมาก เป็นต้น ก็จะถูกจัดอยู่กลุ่มภัยต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 80-90% ของลูกค้าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มภัยมาตรฐาน

            สำหรับกลุ่มความเสี่ยงภัยต่ำกว่ามาตรฐานจะถูกเรียกเก็บเบี้ยประกันสูงกว่ากลุ่มภัยมาตรฐานอันสะท้อนต้นทุนความเสี่ยงภัยที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ในกลุ่มภัยต่ำกว่ามาตรฐานจะมีการแบ่งออกเป็นหลายๆชั้นย่อยๆอีก ตั้งแต่ต่ำกว่ามาตรฐานนิดหน่อยก็ถูกเพิ่มเบี้ยไม่มากนัก ไปจนถึงต่ำกว่ามาตรฐานม๊ากมากก็จะถูกเพิ่มเบี้ยเยอะหน่อย ส่วนกลุ่มภัยมาตรฐานไม่มีการแบ่งละเอียดย่อยไปอีกแต่อย่างใด

            ที่นี้มาถึงเรื่องที่สองก็คือความรู้เกี่ยวกับตลาดประกันชีวิตของประเทศสหรัฐอเมริกา เราต้องเข้าใจก่อนว่าโดยพื้นฐานของคนอเมริกันมีพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตไม่เหมือนคนเอเชีย ความคิดความอ่าน สภาวะสังคม หรือรูปแบบการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้คนอเมริกันส่วนใหญ่ซื้อประกันชีวิตเพื่อความคุ้มครองชีวิตจริงๆ แบบประกันพวกสะสมทรัพย์ที่ขายดิบขายดีในบ้านเรากลับไม่ได้รับความนิยมที่อเมริกาแต่อย่างใด ดังนั้นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมของคนอเมริกันก็คือการประกันแบบมีกำหนดระยะเวลา หรือ Term insurance นั่นเอง

            แบบประกันแบบ Term ให้ความคุ้มครองชีวิตในช่วงเวลาที่กำหนด เงื่อนไขกรมธรรม์เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะตัดสินใจซื้อกับบริษัทที่เสนอเบี้ยถูกกว่าทำให้บริษัทอเมริกันพยายามตัดราคาขายแข่งกัน จนในช่วงยุค ค.ศ. 1970-80 ก่อให้เกิดสภาวะตลาดที่เรียกว่า Term War หรือสงครามการตัดราคาสำหรับแบบประกัน Term มีหลายๆบริษัทพยายามคิดค้นหา“วิธีการ”ที่จะช่วยให้กำหนดเบี้ยได้ถูกลงกว่าชาวบ้าน จนนำไปสู่ความคิดแผลงๆมากมาย เช่น actuary บางบริษัทกำหนดอัตราเบี้ย Term โดยตั้งสมมฐานติว่าอัตรามรณะในอนาคตจะดีขึ้นเรื่อยๆทุกๆปี โดยทั่วไปแล้วเชื่อได้ว่าในอนาคตระยะยาวอัตรามรณะจะต่ำกว่าปัจจุบันเพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นรวมถึงความตื่นตัวเรื่องการรักษาสุขภาพของคนมีมากขึ้น แต่สำหรับช่วงระยะเวลาสั้นยากจะมั่นใจได้แน่นอน เนื่องมาจากผลพวงของภัยพิบัติเหนือความคาดหมาย ตัวอย่างเช่น โรคระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือมหันตภัยทางธรรมชาติ (แผ่นดินไหวในเฮติ) เป็นต้น ดังนั้นการที่ actuary ตั้งธงสำหรับการกำหนดเบี้ย Term ระยะสั้นเอาไว้ว่าอัตรามรณะที่เป็นเสมือนต้นทุนการประกันจะลดลงทุกๆปีในอนาคตถือเป็นเรื่องเสี่ยงเอาการ

            แต่ในช่วงเวลานั้นก็มีความคิดดีๆที่เข้าท่าเกิดขึ้นเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือการให้ส่วนลดเบี้ยประกันแก่ผู้เอาประกันที่มีปัจจัยความเสี่ยงดีกว่าทั่วไป เช่น สมมติว่าผู้เอาประกันสองคนถูกจัดเป็นภัยมาตรฐานเหมือนกันแต่คนนึงไม่สูบบุหรี่ อีกคนสูบบุหรี่(แต่ไม่มากเกินไปนัก) ก็มีการกำหนดให้ส่วนลดเบี้ยประกันแก่คนที่ไม่สูบบุหรี่ทำให้เบี้ยถูกกว่าผู้ที่สูบบุหรี่ถึงแม้เป็นภัยมาตรฐานเหมือนกัน (เรียกว่า non-smoker discount) หลักการนี้ต่อมาถูกวิวัฒนาการให้ขยายใหญ่ขึ้นเป็นความคิดที่เรียกว่า Preferred risk classification นั่นคือมีการพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงหลายๆปัจจัยนอกเหนือจากการสูบบุหรี่ ถ้าผู้ขอเอาประกันมีปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้ดีกว่ามาตรฐาน ก็จะถูกจัดระดับชั้นความเสี่ยงในขั้น Preferred risk หรือบางทีก็เรียกว่า Super-standard (ดีกว่า Standard risk) และเบี้ยประกันสำหรับกลุ่ม Preferred risk นี้จะต่ำกว่าพวก Standard risk

            ผมขอติดเบรกเนื้อหาภาคปฐมบทไว้แค่นี้ เนื่องจากเห็นผู้อ่านบางท่านเริ่มออกอาการมึนงงแล้ว สำหรับท่านที่ยังสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ Preferred risk classification สามารถติดตามต่อได้ในฉบับหน้า ผมจะเขียนภาคจบที่พูดถึงรายละเอียดวิธีการทำ Preferred risk classification

            แต่ก่อนจะจากลากันไป ผมอยากทิ้งคำถามให้ลองขบคิดกันดู ท่านคิดว่าการนำระบบ Preferred risk classification มาใช้ในประเทศไทยจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะอะไร อยากจะให้ลองส่งความคิดเห็นของท่านมาที่อีเมล์ของสวัสดีแอคชัวรี ผมจะเลือกข้อคิดเห็นที่น่าสนใจที่สุดมาเขียนในบทความตอนหน้าด้วย ขอบอกก่อนว่าผมจะเลือกความคิดเห็นโดยพิจารณาจากเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนัก ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าถูกหรือผิดแต่อย่างไร ...... เจอกันฉบับหน้าครับ