ห่างหายไปซักระยะเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ และเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็รู้จักความเสี่ยงที่สำคัญๆ ไปเกือบครึ่ง ฉบับนี้เรามาดูความเสี่ยงตัวที่เหลือกันดีกว่า

6. Yield Curve risk (ก่อนอื่นก็ต้องมารู้จัก Yield curve กันก่อน)

          Yield curve คือ ความสัมพันธ์ของผลตอบแทน (interest rate) กับช่วงเวลาของการลงทุน โดยแสดงในรูปกราฟแกนนอนเป็นระยะเวลา แกนตั้งเป็น interest rate สมมติว่าถ้าลงทุน 1 ปี จะได้ interest rate 5% ต่อปี ในขณะที่ถ้าลงทุนในระยะเวลา 10 ปี (ลงทุนตอนนี้ รอเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยใน 10 ปีข้างหน้า) ก็จะได้ interest rate 7% ต่อปี ที่ทำแบบนี้ก็เพราะเราจะได้รู้ว่าในแต่ละระยะเวลาการลงทุน (time horizon) จะได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไร

          ในภาวะเศรษฐกิจปกติถ้าเราต้องการเลือกลงทุน แบบแรกเป็นพันธบัตร 1 ปี แบบที่สองเป็นพันธบัตร 10 ปี โดยทั้งสองแบบให้อัตราดอกเบี้ยเท่ากัน เราก็คงเลือกลงทุนในแบบแรก เพราะ แบบแรกมีสภาพคล่อง (liquidity) มากกว่า (ไม่ต้องรอถึง 10 ปี จึงจะได้เงินมาใช้) อีกทั้งการลงทุนระยะยาวยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อมากกว่าการลงทุนระยะสั้น ดังนั้นเราจึงต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวสูงกว่าการลงทุนระยะสั้น ลักษณะเส้นกราฟที่มีความชันเป็นบวกแบบนี้เรียกว่า Normal yield curve

          แต่บางเหตุการณ์ ถ้าทุกคนเชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจในอนาคตจะตกต่ำหรือรัฐบาลจะลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดหรืออัตราเงินเฟ้อลดลง/อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ทุกคนมีความคาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนในปีถัดๆ ไป (Expectation of forward rate) ว่าจะน้อยลง Yield curve จึงมีความชันเป็นลบ ซึ่งเรียกว่า Inverted yield curve ราคาหุ้นก็จะตก ภาวะ recession ก็จะตามมา

          Yield Curve risk ก็คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นกราฟ Yield Curve นั่นเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าของ Portfolio ที่ถืออยู่ได้ การเปลี่ยนแปลงของ Yield Curve มี 3 แบบ คือ

    1. Parallel shift คือ การที่กราฟเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงเท่าๆ กันในทุกช่วงเวลา และเป็นเส้นขนาน
    2. Slope shift คือ การที่กราฟเปลี่ยนแปลงความชันมากขึ้นหรือน้อยลง
    3. Curve shift คือการที่กราฟเปลี่ยนแปลงความโค้ง (จัดได้ว่าเป็นอนุพันธ์อันดับที่ 2 ถัดจากความชัน)

          ปกติแล้วเวลาเราทำการ Matching Asset กับ Liability เข้าด้วยกันเพื่อ hedge interest rate risk นั้นจะทำกันที่การ match duration เท่านั้น (ย้อนไปถึงเรื่อง interest rate risk นะครับ) ซึ่งการหา duration ของ portfolio จะทำโดยการหาค่าเฉลี่ย (weight average) ของ duration แต่ละตัวในพอร์ตของสินทรัพย์และหนี้สิน โดยหลักการแล้วการหาค่าเฉลี่ยแบบนี้จะยังถูกต้องอยู่ถ้าเส้นกราฟมีการเปลี่ยนแปลงแบบ Parallel shift เท่านั้น แต่ถ้าเมื่อเส้นกราฟเปลี่ยนแปลงแบบ slope shift หรือ curve shift แล้วนั้นก็จะทำให้ค่าเฉลี่ยของ duration คลาดเคลื่อน แล้วการ matching duration ก็จะคลาดเคลื่อนตามมา ยังผลให้เกิดความสูญเสีย (loss) กับ Portfolio ที่ถืออยู่ได้ครับ

          คราวนี้ก็มาถึงตัวเด่นตัวสุดท้าย (ยังเหลือตัวรองอีก 5 ตัว) ความเสี่ยง 7 ตัวแรกนี้ ถ้าเข้าใจกันจริงๆ แล้วก็จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันตลอด ถ้ายังไงแล้วก็กลับไปอ่านตอนที่ 1 ถึง 6ได้นะครับ

7. Volatility risk

          เช่นเคย ก่อนอื่นก็มาเข้าใจความหมายของคำว่า Volatility ก่อน Volatility คือ ความเปลี่ยงแปลง (likelihood of fluctuation) ซึ่งในภาษาสถิติจะหมายถึง standard deviation นั่นเอง Volatility risk จึงหมายถึง ความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยในที่นี้เราจะเน้นถึง volatility risk ของ interest rate

          Volatility risk ของ interest rate จะมีผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกับ:-

    1. Interest rate risk เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแกว่งไปมา ซึ่งเมื่อยิ่งแกว่งมากก็ยิ่งต้อง hedging กันบ่อยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
    2. Value at Risk ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกว่าในอีก x ปีข้างหน้า บริษัทยังคงมีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ ในค่าความเชื่อมั่น y% ทั้งนี้ค่าความเชื่อมั่น y % หามาจาก standard deviation ซึ่งก็หมายถึง volatility โดยกลายๆ นั่นเอง
    3. ค่าของ Embedded bond (กล่าวถึงในตอนที่ 3) เพราะว่า Embedded bond นั้นมี Option แฝงอยู่ แล้วค่าของ Option ก็จะแปรเปลี่ยนไปตามค่าของ Volatility โดยในที่นี้ยิ่งถ้ามี Volatility มากก็จะยิ่งทำให้ค่าของ Option มากขึ้นตามไป
      a.  Call option และ Put option จะมีมูลค่ามากขึ้นถ้า volatility มีมากขึ้น
      b.  Callable bond (ราคา = ราคาของ bond หักออกด้วยราคา call option)จะมีค่าน้อยลง ถ้ามี volatility มากขึ้น
      c.  Putable bond (ราคา = ราคาของ bond บวกด้วยราคา put option) จะมีค่ามากขึ้น ถ้ามี volatility มากขึ้น

8. Inflation risk (หรือ Purchasing Power risk)

          ชื่อเต็มๆ ของตัวนี้คือ Unexpected Inflation Risk ซึ่งก็หมายความว่า inflation ที่มีการคาดการณ์กันเอาไว้น่ะ ไม่น่ากลัวหรอก ธนาคารกลางของอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา (ปี 2006) ก็พยายามคุมค่าเงินเฟ้อด้วยการค่อยๆ ประกาศว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยทีละนิดๆ ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้

          ยกตัวอย่างเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่มีผลกับการลงทุนของเราอย่างง่ายๆ ก็คือ ตอนที่ได้เงินครบกำหนดตามสัญญา (ที่ Maturity date) เราอาจจะมีความเสี่ยงตรงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเงินก้อนจำนวนที่ได้ตอนนั้นจะมีความสามารถที่จะซื้อสินค้าหรือบริการได้เท่าไรในเวลานั้น

9. Exchange rate risk (หรือ Currency Risk)

          ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่านี่คือความเสี่ยงด้านอัตราการแลกเปลี่ยนจากเงินสกุลหนึ่งไปเป็นเงินอีกสกุลหนึ่ง

10. Political risk

           คือ ความเสี่ยงทางด้านการเมือง

11. Event risk

          คือ ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด

12. Sector risk

          คือ ความเสี่ยงในการบริหารในธุรกิจเฉพาะ

          และท้ายที่สุดนี้ ก็ขอสรุปกันอีกครั้งว่า ในการลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรนั้นจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยง 12 ประการดังนี้

    1. Interest rate risk
    2. Reinvestment risk
    3. Prepayment risk
    4. Credit risk
    5. Liquidity risk
    6. Yield curve risk
    7. Volatility risk
    8. Inflation risk
    9. Currency risk
    10. Political risk
    11. Event risk
    12. Sector risk