โดย พุฒิพัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ (ต้อง), ASA

          “มาในฉบับนี้ เราจะได้มีโอกาสได้หยิบเรื่องราวของ RBC มาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งจาก Industry update ของธุรกิจประกันภัย ซึ่งทางทีมงานเห็นว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่เคยได้อ่านบทความของ RBC มาแล้วบ้าง สามารถรับรู้ความเป็นมาของ RBC ในภาษาที่กระชับและเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านมาก่อน (ถือว่าเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายก่อนที่จะตกยุค RBC ของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยครับ)”

          เพื่อนๆ หลายคนที่ทำงานในบริษัทประกันภัยคงได้ยินเกี่ยวกับ Risk Based Capital (หรือที่เรียกกันติดปากว่า RBC) บ่อยมากในช่วงนี้ แต่เราเคยคิดกันไหมครับ ว่า ตัว RBC นี้ เราทำขึ้นมาใหม่ทำไม แล้วมันดีขึ้นกว่าระบบเดิมที่เรามีอย่างไร

          เราคงไม่ต้องพูดกันมากว่า RBC คืออะไร และคงจะมีบทความมากมายที่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว ถ้าพูดกันสั้นๆ ง่ายๆ แล้ว RBC ก็เป็นเพียงกรอบที่บอกว่า เงินทุนที่บริษัทควรจะเผื่อไว้เป็น buffer นอกเหนือจาก technical reserve นั้นควรเป็นอย่างไร โดยมองจากสภาพความเสี่ยงต่างๆ ของบริษัทเอง

          คราวนี้เรามาพูดกันถึงว่า ทำระบบใหม่ขึ้นมาแล้ว มันแตกต่างจากระบบเดิมอย่างไร ดีกว่าในแง่ไหนกันบ้าง สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

          1. Required capital ที่กำหนดจากกรอบ RBC นั้น จะขึ้นกับ risk profile ของแต่ละบริษัท เรียกว่า เสี่ยงมากก็ต้องการเงินทุนสูง ซึ่งจะแตกต่างจากระบบเดิม ซึ่งจะเป็นไปตามขนาดของบริษัทเป็นสำคัญ (ระบบเดิมนั้น required capital นั้นคำนวณเป็นร้อยละของเงินสำรอง) ดังนั้นภายใต้กรอบใหม่ บริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า แต่มี risk profile ที่มีลักษณะที่เสี่ยงสูงกว่า ก็อาจจะต้องมี required capital ที่สูงได้

          2. ภายใต้กรอบ RBC การประเมินค่าของสินทรัพย์และหนี้สิน จะมีความโปร่งใส่มากขึ้น เราจะสามารถเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าส่วนใดคือ margin

          ภายใต้กฎกติกาใหม่ของ RBC นั้นมีหลักการสำคัญๆ อยู่หลายประการ เช่น

          1. การเปิดโอกาสให้บริษัทได้ใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก capital requirement นั้นมีความเชื่อมโยงกับระดับความเสี่ยงที่บริษัทเลือก ดังนั้นบริษัทที่เลือกดำเนินนโยบายที่เสี่ยงน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องถือเงินทุนไว้มากเกินไป

          2. ความพยายามให้กรอบ RBC นั้นเข้ากับ IFRS และ Solvency II มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เราลองนึกกันดูว่า ถ้า หากเรามีกฎกติกาที่เราต้องดำเนินตาม แต่กฎเหล่านั้นขัดแย้ง ไม่ไปทางเดียวกัน ก็คงทำงานกันได้ลำบาก จริงมั้ยครับ)

          3. ระบบใหม่นี้ต้องช่วยในการกำหนด target risk capital level เพื่อเป็นตัวที่จะช่วยเตือนล่วงหน้า (early warning system) ซึ่งจะช่วยบริษัทและผู้กำกับดูแล ว่าเมื่อไรจะต้องแก้ไขหรือเข้ามาดูแล เพื่อสามารถจะแก้ไขได้ทันท่วงที

          4. ระบบใหม่จะต้องมีความสอดประสานกันระหว่าง บริษัทประกันชีวิต และประกันวินาศภัย นั่นคือ กติกาใหม่นี้จะต้องใช้ได้กับบริษัททั้งสองประเภท ไม่ได้มีช่องที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งอาจจะไม่เสมอภาคกันได้

          5. เนื่องจากประกันภัยถือเป็นสถาบันการเงินแบบหนึ่ง ดังนั้นกฎกติกาใหม่นั้นจะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับกติกาที่ใช้กับสถาบันการเงินอื่นด้วย

          6. ดังที่กล่าวมาแล้วว่า RBC นั้นจะกำหนดระดับเงินทุน ที่เป็นไปตามความเสี่ยง ดังนั้นบริษัท 2 บริษัทที่ภาระผูกพันตามกรมธรรม์และความเสี่ยงต่างๆ เหมือนกัน ย่อมจะต้องมี capital requirement ที่เหมือนกัน

          7. Buffer หรือ Margin ต่างๆ นั้นจะมีการแยกออกจาก technical reserve ที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น และทำให้สามารถเปรียบเทียบ solvency position ระหว่างบริษัทได้ดีขึ้น

          ที่กล่าวมาข้างต้น คือหลักการและข้อแตกต่างของระบบ Capital requirement ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ทั้งนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย เช่น ความเสี่ยงใดบ้างเป็นส่วนประกอบ แล้วเราวัดความเสี่ยงต่างๆนั้นอย่างไร รายละเอียดของ asset – liability valuation จะเป็นอย่างไร มีกฎระเบียบใดบ้างที่ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับกับระบบใหม่ การนับเงินทุน การบังคับใช้ และระยะเวลาที่เรียกว่า transition period นั้นเป็นอย่างไร ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังมีรายละเอียดมากมาย หวังว่าคงได้มีโอกาสได้เขียนในโอกาสต่อไป หรือมีท่านผู้รู้ท่านอื่นได้กล่าวถึงครับ