โดย คุณพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน์

            ทราบว่าคนที่อ่านในที่นี่คงจะพอคุ้นเคยกับคำว่า Fixed Income กันบ้าง เอาย่อๆ เป็นว่า Fixed Income คือ ตราสารการเงินที่มีอายุการลงทุนมากกว่า 1 ปี โดยมีผลตอบแทนคงที่ตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญา ตัวที่เห็นชัดง่ายๆ ก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้ว สินทรัพย์เพื่อการลงทุนส่วนใหญ่ของบริษัทประกันชีวิตก็มาจาก Fixed Income นั่นเอง แล้วเมื่อรู้จักและเห็นความสำคัญของมันคร่าวๆ แล้ว เรามาดูความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนประเภทนี้ดีกว่า
            ในวงการของ Fixed Income จะมีปรมาจารย์คนหนึ่งที่ชื่อว่า Fabozzi (ชื่อเหมือนเกิดมาเพื่อ Fixed Income โดยเฉพาะ) ท่านได้แต่งตำราเกี่ยวกับ Fixed Income ไว้หลายเล่มทีเดียว แล้วก็ได้จำแนกความเสี่ยงด้านการลงทุนออกเป็น 12 ประเภท ดังนี้ (Actuary ทุกคนที่ผ่านการสอบ Course 6 จากหลักสูตรเก่า จะท่องออกมาได้หมด ไม่งั้นมีโอกาสได้สอบใหม่ได้โดยง่าย)

12 types of risk (ความเสี่ยง 12 ประการของตราสารหนี้)
             ลำดับความสำคัญได้ถูกเรียงใหม่เพื่อเป็นการสะดวกในการทำความเข้าใจและจดจำ ความเสี่ยงสุดฮิต 7 อันดับแรก จะถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ เป็นประจำ (แบบว่าไม่จำไปใช้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวเสียชื่อ Actuary หมด) ส่วนอีก 5 อันดับหลัง จะเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคเสียมากกว่า

Interest Rate Risk
            ความเสี่ยงตัวนี้เป็นความเสี่ยงที่กล่าวกันทั่วบ้านทั่วเมือง รวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ ก็ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงตัวนี้มากที่สุด ความเสี่ยงนี้จะกล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ที่ถืออยู่หากว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไป บางคนอาจสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยกับ Fixed Income เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน
             สำหรับคนที่มีพื้นทาง Finance ที่มั่นคงและแข็งแรงมาก่อน ก็สามารถข้ามย่อหน้านี้ได้ครับ สมมติว่า Fixed Income ที่กล่าวถึงเป็นพันธบัตรรัฐบาล ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรรัฐบาลที่ถืออยู่จะตกลงมาทันที เหตุการณ์สามารถหาวิธีอธิบายได้หลายอย่าง คนไหนถนัดแบบไหนก็ใช้คำอธิบายแบบนั้นเป็นตัวอ้างอิงแล้วกันครับ


  • ในแง่ของการทำ asset valuation อัตราดอกเบี้ยที่ประกาศในตลาดจะเป็น discount rate ซึ่งยังผลให้เมื่อนำมาเข้าสมการหา Present Value แล้ว ทราบกันดีว่าถ้า discount rate สูงขึ้น มูลค่าของ PV ของเม็ดเงินจะน้อยลง
  • ถ้าคุณเป็นนักเศรษฐศาสตร์ คุณก็จะอธิบายว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นมาแล้ว คนที่ออกพันธบัตรตัวใหม่ย่อมต้องให้อัตราดอกเบี้ยตามตลาด ยังผลให้คนที่ถือพันธบัตรตัวเก่าอยู่ต้องยอมลดราคาลงเพื่อที่จะมีคนสนใจซื้อ นี่เป็นหลักการ demand/supply ง่ายๆ ที่นำมาใช้อธิบายแทนสมการ
                         ลองมานึกว่าถ้าเปรียบเทียบพันธบัตรสองตัว จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน
  • ใบ้ให้ว่า ตัวที่มีอายุ 10 ปี จะมีความเสี่ยง มากกว่า ตัวที่มีอายุ 5 ปี อันนี้ค่อนข้าง make sense ครับ เพราะถ้าอายุการลงทุน (maturity) ยิ่งสูง อัตราดอกเบี้ยแกว่งนิดเดียวก็มีผลกับราคาของตราสารที่คุณถืออยู่แล้ว (PV ของเงินในอนาคต ยิ่งไกลยิ่ง sensitive)
  • จริงๆ แล้วจะมีเรื่อง coupon และ อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่มีผลกับ interest rate risk ด้วย แต่ขอละเอาไว้ในที่นี้แล้วกันครับ
                         เมื่อมันฮิตแล้วก็ใช้ในการวิเคราะห์กันมากถึงขนาดนี้แล้ว จึงได้มีการตั้งนิยามของคำว่า Duration ขึ้น โดยที่หมายถึงอัตราส่วนของ “ความเปลี่ยนแปลงของราคาตราสาร (เป็นเปอร์เซ็นต์)” ต่อ “ความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย” จะสังเกตเห็นว่า Duration ไม่ได้แปลตรงตัวว่า ระยะเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบางตำราบอกว่า Duration มีหน่วยเป็น “ปี” ทำให้พวกมือใหม่หัดเรียนสับสนกันได้ง่ายๆ กับชื่อนี้ เอาเป็นว่าเรามาสนใจวิธีใช้ดีกว่า
  • ถ้า Duration = 10 หมายความว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป (ขึ้น) 1% ราคาของตราสารที่ถืออยู่จะเปลี่ยนไป (ลง) 10%
  • ถ้า Duration = 10 หมายความว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป (ลง) 1% ราคาของตราสารที่ถืออยู่จะเปลี่ยนไป (ขึ้น) 10%
                         การคำนวณหา Duration นั้นไม่ยาก ยิ่งในสมัยนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แค่ใส่ลักษณะ feature ของพันธบัตรและเงื่อนไขต่างๆ ลงไปใน software หรือ worksheet จากนั้นกดคลิ๊ก แล้วก็ได้ค่าออกมา

            แต่มันสำคัญตรงที่เราจะเอาไปตีความและใช้กันยังไงนะครับ ดังนั้นเพื่อไม่ให้งงกับคนอื่น สำหรับคนที่ฝักใฝ่ใคร่จะรู้ในสูตรและวิธีการคำนวณ ผมขอแนะนำให้ไปที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Bond_duration (ไม่ก็เปิดจากตำราที่ต้องสอบเกี่ยวกับ Finance หรือ Investment เอา)

            ถ้าพูดในภาษาวิศวะ ผมจะเรียก Duration ว่าเป็น Diff (อนุพันธุ์) ลำดับ ที่ 1 (เปรียบได้กับ ความเร็ว = ระยะทาง/เวลา) ซึ่งความชันของการพล็อตกราฟของราคา (แกน y) กับอัตราดอกเบี้ย (แกน x) ก็จะบอกเป็นนัยถึง Duration ได้ แต่อย่าลืมนะครับว่า ความชันของกราฟ ไม่เท่ากับ Duration (บางตำราเขียนผิด หรือไม่ยอมฟันธงให้ชัดๆ พอผมเอามาใช้กับงานจริงๆ ก็ตีความกันงงไปเลย) ย้ำอีกครั้งว่า Duration = ความเปลี่ยนแปลงของราคา (เป็นเปอร์เซ็นต์) / ความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

  • ถ้า P- คือราคาของตราสารเมื่ออัตราดอกเบี้ย = I- และ P+ คือราคาของตราสารเมื่ออัตราดอกเบี้ย = I+
  • ความเปลี่ยนแปลงของราคา (เป็นเปอร์เซ็นต์) = [(P- - P+) / P0] / (I- - I+);
  • ความชันของกราฟ = (P- - P+) / (I- - I+)
                         โปรดทำความเข้าใจไว้ว่ากราฟที่กล่าวถึงนั้นไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป จึงมีคนตั้งนิยามของคำว่า Convexity ขึ้นเพื่อแสดงถึง Diff (อนุพันธุ์) ลำดับที่ 2 เค้าจะเรียกว่า Convexity (เปรียบได้กับ ความเร่ง = ความเร็ว/เวลา) ยิ่งถ้าเอา Convexity มาควบคู่กับ Duration ด้วยจะทำให้ได้การประเมินค่าของราคาตราสารแม่นยำยิ่งขึ้น

            Interest rate risk มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง (จริงๆ หลายชื่อ) ว่า Disintermediation risk หรือ disinvestment risk หรือ price risk (ทั้ง 3 ชื่อนี้สามารถเรียกแทนกันได้หมด)

            แถมท้ายอีกนิดว่า ในธนาคาร (โดยเฉพาะในแถบยุโรปที่อยู่ใต้กรอบของ Basel II) จะมีการ run model ที่เรียกว่า VaR (Value at Risk) เพื่อสมมติเหตุการณ์จริงเช่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป (ในค่าความเชื่อมั่นหนึ่งๆ) ในอีก 10 วันข้างหน้าว่าธนาคารจะไปหรือจะรอด

            การจะจัดการ (manage) interest rate risk ของบริษัทประกันชีวิต โดยปกติแล้วจะไม่ได้ดูแค่ด้านสินทรัพย์หรือหนี้สินเพียงด้านเดียว แต่จริงๆ แล้ว เราต้องดูทั้งสองด้านพร้อมๆ กันไป ลองคิดดูว่า ถ้า Duration ของทั้งสินทรัพย์และหนี้สินเท่ากันแล้ว (สมมติให้ Convexity เท่ากันด้วย) อัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลต่อบริษัทหรือไม่ ลองดูเฉลยที่มุมท้ายล่างนะครับ ใบ้นิดนึงว่าบริษัทเค้าจะดูว่าสินทรัพย์หักหนี้สินจะเหลืออยู่เท่าเดิมหรือไม่เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป

            สุดท้ายนี้ อย่าลืมนะครับว่า high risk high return ยังใช้ได้อยู่ถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าจะดูโบราณไปแล้วก็ตามเถอะ