กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ห่างหายไปหนึ่งฉบับ ต้องขออภัย (ผู้อ่าน และ Tommy) ที่ไม่ค่อยมีเวลาจะเขียนให้ แต่ต่อไปผมจะพยายามไม่ให้หายไปนานแบบนี้.....

     ครั้งที่แล้ว (ในสวัสดีแอคชัวรีฉบับที่ 12) ผมติดค้างไว้ในเรื่องของการกำหนด Assumptions ที่ใช้กับ GPV ฉบับนี้ ผมจะเขียนเรื่องนี้ให้จบ แต่ต้องเกริ่นไว้ก่อนนะครับว่า การกำหนด Assumptions นั้น หากจะเข้าในรายละเอียดลึก ๆ แล้ว จะเป็นเรื่องยาวมาก ๆ เอาเป็นว่า เราคุยกันแบบหลักการมากกว่าที่จะเข้าในรายละเอียดแล้วกันนะครับ

     ก่อนอื่น ผมต้องขอบอกว่า GPV Assumptions ใน paper นี้ จะพูดถึง GPV ที่กำลังจะนำมาใช้กับ RBC ของบ้านเราในอนาคตเท่านั้น ซึ่งยังคงเป็นฉบับร่างอยู่นะครับ การตั้ง Assumptions ของ GPV จริง ๆ แล้วมีความหลากหลาย และขึ้นกับ Actuarial Judgments ค่อนข้างมาก ดังนั้น ผู้อ่านอาจจะพบว่า มีความแตกต่างกันบ้างกับบทความอื่น ที่สำคัญ ที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ เป็นหลักการของฝั่งประกันชีวิตนะครับ ส่วนฝั่งประกันวินาศภัยนั้นคิดว่าหลักการน่าจะคล้าย ๆ กัน

     เริ่มกันเลยดีกว่าครับ.........ต้องเข้าใจก่อนว่า GPV นั้น ใช้หลักการที่เรียกว่า Principle Base ไม่ใช่ Formula Base (หรือบางคนจะเรียกกันว่า Rule Base) นะครับ Principle Base ก็หมายความว่า การทำ GPV เราจะใช้หลักการของมัน โดยไม่มีสูตรการคำนวณตายตัว หลักการคำนวณ Reserve ก็คือ Present Value of Future benefits ลบ Present Value of Future Gross Premium เท่านั้นแหละครับ ดังนั้น การทำ GPV รวมถึงการกำหนด Assumptions นั้นจะขึ้นกับ Actuarial Judgments ค่อนข้างมาก ซึ่ง Actuary จะต้องมีความเป็น Professional และมีจรรยาบรรณสูงด้วยนะครับ

     1. Mortality – อัตรามรณะ...... จริง ๆ แล้ว หากเรามีข้อมูลการตายของบริษัทที่มากพอแล้วล่ะก็ การสร้างตารางมรณะจากประสบการณ์ของบริษัทเองจะดีที่สุดครับ แต่ว่า..... (1) วิธีการสร้างตารางมรณะของตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวกันต่างหากครับ พูดที่นี่ไม่จบแน่ และ (2) จำนวนการตายที่ใช้ในการศึกษานั้นต้องมากพอครับ คำว่า “มากพอ” นี่ตัดสินยากนะครับ ผมเคยพบใน Paper ฉบับนึงของสมาคม Actuary ของ Canada บอกว่า ต้องมีจำนวนการตายไม่น้อยกว่า 3,007 รายครับ ส่วนตัวเลขนี้มายังไง คนที่สอบมาจนถึงระดับหนึ่งก็คงจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว และหากใครสนใจก็ให้เข้า Website ของสมาคมเรื่อง Expected Mortality ได้ครับ หรือ มีบางคนบอกว่าหาให้ดูได้ใน exam course 4 หรือ course C นี่แหละ

          คราวนี้ ถ้าจำนวนการตายไม่พอล่ะครับ...ทำยังไงดี ขอแนะนำให้ใช้เป็น % ของตารางมรณะของ Industry ก็ได้ครับ ปัจจุบัน เราใช้ TMO97 กันอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะใช้กี่ % ของ TMO97 ดีล่ะครับ ผมแนะนำดังนี้ครับ

          • ถ้าประสบการณ์ของบริษัทมากพอควร (แต่น้อยกว่า 3007) ก็ควรคำนวณ Loss ratio หรือ A/E Ratio (เคยกล่าวไปแล้วในฉบับก่อน ๆนะครับ A/E ก็คือ อัตราส่วน Actual หารด้วย Expect ซึ่งหมายถึง จำนวนการตายจริง หารด้วย จำนวนการตายที่คาดว่าจะเป็น โดยคำนวณจากอัตรามรณะของ TMO คูณด้วย exposure) แล้วก็ใช้ A/E Ratio นั่นแหละครับเป็น % ที่ต้องการ แต่แนะนำให้เพิ่ม Margin เข้าไปบ้างนะครับ หากว่าบริษัทมีจำนวนการตายน้อยกว่า 3007 มาก ๆ ยิ่งมากก็ควรจะเพิ่ม Margin มาก เช่นว่า A/E Ratio อยู่ที่ 60% ก็อาจจะใช้ที่ 70% แทนก็ได้

          • ถ้าเราทราบ Assumption ของบริษัทอื่น โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีประสบการณ์มากพอ (ถ้าเราทราบนะครับ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม...) ก็ควรจะเปรียบเทียบกันดูว่า Assumptions ที่บริษัทใหญ่ ๆ ใช้นั้น ต่างจากที่เรากำหนดมากแค่ไหน และด้วยเหตุผลอะไรที่เราคิดว่ามันต่างกัน ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่า เราทราบว่าบริษัทขนาดใหญ่ใช้ที่ 60% ของ TMO97 แต่ว่า A/E เราอยู่ที่ 50% เราอาจจะต้องใช้ที่ 60% เช่นกันนะครับ เป็นไปได้ที่เราอาจจะมี A/E Ratio ที่ดีกว่า เนื่องจากว่า เรามีกฏเกณฑ์ Underwriting ที่เข้มงวดกว่า หรือว่า เราเข้าไปในตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ก็เป็นได้นะครับ แต่ถ้าผมแนะนำ เหตุผลข้างต้น ถ้าไม่เข้มจริง ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ควรต่ำกว่าบริษัทใหญ่ครับ เพราะเค้ามีจำนวนการตายมากกว่า

          • ผมเคยเห็นคำถามว่า เราสามารถใช้ % ที่ต่ำลงในอนาคต คือมี Mortality Improvement ได้หรือไม่ เช่นว่า สมมุติให้มี mortality ที่ 60% ของ TMO และสมมมุติให้ลดลงในแต่ละปีในระยะเวลา 10 ปี ๆ ละ 2% ไปอยู่ที่ 50% ในอีก 10 ปี ข้างหน้า อย่างนี้จะได้ไหม ขอตอบว่า.... ได้ครับ แต่อาจจะพิสูจน์ยากกันนิดนึง ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นกับ Actuarial Judgment และ Industry อีกน่ะแหละครับ

     2. Lapse – อัตราการขาดอายุของกรมธรรม์.... อันนี้ยากกว่า Mortality ครับ เพราะว่าไม่มีตารางอะไรของ Industry ให้เราใช้ เพราะฉะนั้น ก็ควรจะกำหนดมาจากประสบการณ์ของบริษัทล่ะครับ ซึ่งก็ควรจะใช้ประสบการณ์หลาย ๆ ปีนะครับ สิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือว่า เราควรใช้ Lapse Rates ชุดเดียวทั้ง portfolio เลย โดยกำหนดตาม duration (ปีกรมธรรม์) หรือว่า ต้องการแยกตามลักษณะของธุรกิจ เช่น ตามช่องทางการขาย ตามงวดการชำระเงิน ตามลักษณะของแบบประกัน เป็นต้น อันนี้ ก็แล้วแต่บริษัทล่ะครับ หากคิดว่าประสบการณ์ในแต่ละกลุ่มธุรกิจมีความแตกต่างกัน อย่าลืมว่า ถ้าแยกเป็นหลายกลุ่ม จำนวนข้อมูลที่นำมาศึกษาของแต่ละกลุ่มต้องมากพอด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามถ้ามี assumptions หลาย ๆ ชุด ก็จะทำให้ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเราคงต้องมองในทางปฏิบัติจริงด้วยนะครับ

     3. Interest Rate – อัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการ discount อันนี้ไม่ยากครับ (ไม่ยากสำหรับการทำ RBC ของเราเท่านั้นนะครับ หากเป็น GPV ที่ทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่น หรือ ในประเทศอื่น จะซับซ้อนมากครับ เช่น Canada ใช้ระบบ Asset Liability Matching หรือที่เรียกว่า CALM ซึ่งผมจะไม่กล่าวในที่นี้) ใช้ตามที่กฏเกณฑ์ของภาครัฐกำหนดล่ะครับ เช่นให้ใช้ Rate ของ Zero Coupon Bond ณ วันที่คำนวณเงินสำรอง (Valuation Date) เป็นต้น อัตราดอกเบี้ยนี้เป็นตัวสมมุติฐานที่ค่อนข้างจะมีผลกับ GPV reserve ค่อนข้างมากนะครับ การลด หรือ เพิ่มของ GPV reserve โดยหลัก ๆ แล้วจะเกิดจาก อัตราดอกเบี้ยที่ใช้นี่แหละครับ โดยเฉพาะถ้าเรามีแบบประกันที่มี guaranteed benefits มาก ๆ เช่น พวก Endowment ที่ขายกันมาก ๆ ในบ้านเรานี่แหละครับ

     4. Expense - ค่าใช้จ่าย อันนี้ยากพอสมควรครับ ผมขอแบ่งเป็น 2 ข้อย่อยดังนี้

          4.1 บริษัทที่ใหญ่พอ คือ มี Economies of scale แล้ว ก็ควรจะทำ Expense Analysis ของตนเอง และใช้ expense assumption จาก analysis นั้น Expense Analysis นี้อาจจะทำแบบรวมทั้งบริษัท หรือ อาจจะแยกตามกลุ่มธุรกิจ ตามช่องทางการขาย ฯลฯ ก็ได้ครับ ขึ้นกับการทำ Analysis ของแต่ละบริษัท

          4.2 บริษัทที่ยังไม่ใหญ่พอ คือยังไม่มี Economies of scale ก็อาจจะทำ expense analysis ของตนเองเช่นกัน หรือ อาจจะใช้ Target Expense แล้วตั้งสำรองเพิ่มก็ได้ครับ

     ถึงตรงนี้เรามีสองคำถามเกิดขึ้น คือ (1) Economy of scale หมายถึงอะไร และ (2) Target Expense คืออะไร เรามาว่ากันครับ

     ก่อนที่ผมจะกล่าวถึง Economies of scale นั้น ผมขอพูดถึง Technical Term คำนึงก่อนครับ.....Expense Allowance ครับ Expense Allowance หมายถึง ส่วนของสมมุติฐานค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการกำหนดเบี้ยประกันภัยครับ สมมุติง่าย ๆ นะครับว่า เรา charge ค่าใช้จ่ายในเบี้ยประกันภัยไว้ที่ 10% ของเบี้ยประกัน ถ้าขายได้ 10 ล้าน Expense Allowance ก็คือ 1 ล้านครับ

     Economies of scale ก็คือ บริษัทที่มีค่าใช้จ่ายจริง ๆ ใกล้เคียงกับ expense allowance แล้วในระยะยาวครับ (นั่นคือ ไม่ใช่ว่าลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เท่ากับ allowance แค่ 1-2 ปีนะครับ) บริษัทที่มี economies of scale นั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะต้องเป็นบริษัทใหญ่พอ เพราะจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ และต้องมีรายรับที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะรักษาระดับค่าใช้จ่ายไว้ได้ หรือ หากต้องปรับค่าใช้จ่ายขึ้นแล้ว ต้องสามารถปรับ allowance ขึ้นได้โดยไม่มีผลกระทบกับรายรับ หรือ เบี้ยประกันมากนัก

     สรุปได้ว่า ถ้าบริษัทนั้น มี Economies of scale แล้ว ก็ควรทำ expense analysis ของตนเอง แล้วใช้ assumption จากค่าใช้จ่ายของตนเอง ส่วน expense analysis ทำอย่างไร อันนี้....เรื่องยาวครับ

     มาถึงคำถามที่สอง Target Expense คืออะไร จริง ๆ แล้ว เราไม่ต้องใช้ Target expense กับ GPV valuation ก็ได้นะครับ แต่ก็ต้องใช้ expense จริง ๆ (ซึ่งน่าจะสูงมาก ๆ ในตอนแรกและค่อย ๆ ลดลง) มาทำ expense analysis เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ Target expense ถ้าตอบกว้าง ๆ ก็คือ expense assumption ที่เราคิดว่าควรจะเป็น เมื่อบริษัทมี economics of scale แล้วนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้น การจะตั้ง target expense ก็ต้องมีการทำการประมาณการยอดขาย และ ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปหลาย ๆ ปี และหาว่าปีที่เราคิดว่าจะมี Economies of scale (technical term เรียกว่า Breakeven year) เป็นเมื่อไร ก็เอาค่าใช้จ่าย และ ยอดขายในปีนั้น ๆ มาทำการกำหนดสมมุติฐานค่าใช้จ่ายครับ รายละเอียดคงต้องว่ากันทีหลังครับ.....

     บริษัทที่ใช้ target expense นั้น โดยปกติ Target expense จะต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริง ๆ ในขณะนั้นมาก ดังนั้น การใช้ target expense assumption ก็จะทำให้ GPV reserve ต่ำกว่าความเป็นจริง เราต้องทำการตั้ง reserve เพิ่มนะครับ ส่วนที่เพิ่มนี้ บางทีเรียกว่า Expense Deficiency Reserve (EDR) ครับ การคำนวณ EDR นั้น ก็ต้องใช้ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่ประมาณการในแต่ละปี กับ allowance ที่คำนวณจาก target expense assumption มา discount ครับ เอาเป็นว่า หากใครสนใจในรายละเอียด ส่ง email มาคุยกันได้ครับ

     อ้อ ผมเกือบลืมไปว่า บางบริษัทมีการตั้ง Expense Inflation ด้วยนะครับ การตั้งอัตราเงินเฟ้อของ Expense นั้น ก็ขึ้นกับ Actuarial Judgments อีกล่ะครับ แต่โดยทั่วไปมักจะเอามาจากสถิติเงินเฟ้อของประเทศในอดีตครับ

     สุดท้ายครับ การกำหนด assumption นั้น ดูเหมือนง่าย แต่ว่าค่อนข้างซับซ้อนในรายละเอียดนะครับ และก็ขึ้นกับ Actuary ค่อนข้างมาก ดังนั้น ควรจะมีการทำ document อธิบายหลักการ และ เหตุผลของ assumption ต่าง ๆ ด้วยนะครับ Assumption ที่ถูกต้องนั้น ควรจะต้องสามารถตรวจสอบได้ มีที่มา หลักการ และเหตุผลสนับสนุน การทำ document ไว้จะเป็นการแสดงถึงความเป็น professional ด้วยนะครับ

     เอาละครับ ผมก็ขอจบเรื่อง GPV ไว้เท่านี้ อาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดมาก หากท่านใดสนใจ mail มาคุยกันได้ครับ Suwaphand_sangprakai@manulife.com.

     สวัสดีครับ