โดย คุณสุวพันธ์ แสงประกาย (บีเวอร์)

            สวัสดีครับ เพื่อน ๆ Actuaries ทุกคน คราวที่แล้ว (หลายเดือนเหมือนกัน) ผมได้รับเกียรติให้เขียนเรื่อง Loss Ratio ซึ่งมีถึง 3 ภาคด้วยกัน จากนั้น ก็หายไปนานพอสมควร คราวนี้ เรามาคุยกันในเรื่องใหม่ GPV

            หลายท่านอาจจะพอได้ยินมาบ้างว่า ทาง คปภ. กำลังศึกษาเรื่อง RBC ซึ่งเจ้า RBC ที่ว่านี้ จะใช้การคำนวณเงินสำรองแบบใหม่ คือ เป็นแบบ GPV แทนที่ระบบ Net Level Premium (NLP) valuation ที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ผมเข้าใจว่า RBC น่าจะมีหลายบทความที่เขียนกันไปบ้างแล้ว ผมจึงเลือกเรื่อง GPV มาเขียนแทนดีกว่า อีกอย่างหนึ่งคือว่า บริษัทที่ผมทำงานอยู่ ต้องใช้ระบบ GPV นี้ในงานปัจจุบัน ผมจึงขอถือโอกาสเล่าประสบการณ์จริงให้ฟัง

GPV คืออะไร

            ฟังเผิน ๆ ดูง่ายนะครับ GPV ก็คือการคำนวณเงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยที่รับจริง หรือ Gross Premium นั่นเอง อย่างนี้เราก็แค่ใช้เบี้ยที่รับจริง ไปใส่ในสูตรแทนที่จะใช้ เบี้ยประกันสุทธิ (Net Premium) พวก α หรือว่า β ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็ให้โปรแกรมคำนวณออกมา เป็นอันว่า จบ...........จริงไหมครับ

            จริงครับ (อ้าว....) แต่........ไม่ทั้งหมด ที่ผมว่าจริง ก็เพราะว่า เราเอาเบี้ยที่รับจริงไปแทน เบี้ยสุทธิจริง ๆ แต่ไม่ทั้งหมดเพราะว่า ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ อีกมากมายที่เราต้องพิจารณาครับ ถ้าเช่นนั้น เรามาดูกันเป็นข้อ ๆ ดีกว่า ผมจะพูดถึงแต่ละข้อดังนี้นะครับ

            1. ก่อนอื่น..... Product อะไรบ้างที่ต้องคำนวณแบบ GPV บาง product เช่น พวก riders ต่าง ๆ เราอาจไม่ต้องใช้วิธี GPV ก็ได้ โดยเราสามารถใช้การตั้ง reserve แบบ Unearned Premium reserve (UPR) ได้เลย

            2. เรื่องของ สูตรการคำนวณ GPV มีอะไรต่างจาก NLP valuation บ้าง และ ถ้าคำนวณออกมาแล้วติดลบล่ะ จะทำยังไง เราคำนวณผิดหรือเปล่า

            3. “เบี้ยประกันที่รับจริง (Gross Premium)” ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนนะครับ ว่าแต่ว่า เราจะรวมเบี้ย substandard หรือเปล่า จะใช้ modal premium หรือ annualized premium

            4. สำคัญมาก.....assumptions ครับ GPV ใช้ assumptions ที่เรียกว่า Best estimated assumptions (หรือแบบ “เดา” ให้ใกล้เคียงที่สุด) นะครับ แต่ละบริษัทอาจจะมี assumptions ต่างกันก็ได้นะครับ แล้วเราต้องเพิ่ม margin หรือที่เคยได้ยินกันว่า PAD (Provision for Adverse Deviation) เนี่ยแหละครับ เรื่องนี้ยาวครับ รับรองว่าเป็นเรื่องยาวแน่ เดี๋ยวค่อยว่ากัน

Product ที่ต้องใช้ GPV

            ผมมีแผนผังอันหนึ่ง ที่เราใช้ในการพิจารณาว่า สัญญานั้น ๆ ควรจะคำนวณเงินสำรองตามวิธี GPV หรือ UPR ดี

ดูตามแผนผังนะครับ

          ข้อแรก เบี้ยประกันที่เราเก็บในแต่ละปีนั้น เก็บเพื่อให้ความคุ้มครองผลประโยชน์เฉพาะปีนั้น ๆ หรือว่า บางส่วนของเบี้ยประกันเป็นการเก็บล่วงหน้าของผลประโยชน์ในอนาคต เห็นได้ว่า พวกสัญญาหลักทั้งหลาย เราจะเก็บเบี้ยล่วงหน้ามาแล้วทั้งนั้น แม้กระทั่ง Term 10 ปีธรรมดา เราก็มักจะเก็บเบี้ยคงที่ตลอด 10 ปี ในขณะที่อัตรามรณะสูงขึ้น อย่างนี้ก็ถือเป็นการเก็บเบี้ยล่วงหน้ามานะครับ

          ข้อต่อมา เบี้ยที่เก็บนั้น guaranteed หรือเปล่า คือว่า เราเปลี่ยนเบี้ยในอนาคตได้มั้ย อย่าสับสนกับเบี้ยที่ขึ้นเองตามกรมธรรม์ เช่น พวกสัญญา HS นะครับ แบบนั้น ถือว่า guaranteed เพราะ เราเปลี่ยนเบี้ยประกันไม่ได้ แต่เรากำหนดไว้ก่อนล่วงหน้าต่างหาก แล้วแบบประกันแบบไหนล่ะที่เปลี่ยนเบี้ยได้ ส่วนมากก็เป็นพวกประกันกลุ่มไงครับ อ้อ...อีกอย่างนะครับ พวกสัญญาที่เราเก็บเบี้ยจบก่อนสัญญา (paid-up) นั้น เราถือว่า เบี้ยหลังจากที่กรมธรรม์ paid-up ไปแล้ว ก็เป็นการ guaranteed นะครับ โดย guaranteed เป็นศูนย์

          ข้อสุดท้าย สัญญานั้น ยกเลิกได้ไหม อันนี้เห็นชัดครับ สัญญาปีต่อปี ก็ถือว่า ยกเลิกได้ ส่วนสัญญาระยะยาวก็มักจะยกเลิกไม่ได้ การยกเลิกในที่นี้ หมายถึง ยกเลิกจากบริษัทประกันนะครับ การยกเลิกโดยผู้เอาประกันโดยการ surrender กรมธรรม์ ไม่ถือว่าเป็นไปตามความหมายนี้นะครับ

          แผนผังข้างบนนี้ไม่ใช่ ทฤษฎี นะครับ เป็นแผนผังที่ผมเห็นเขาใช้กัน อาจจะแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศก็ได้นะครับ

สูตรการคำนวณ GPV

          หลังจากที่เรารู้แล้วว่า product ไหนจะใช้วิธี GPV หรือ UPR คราวนี้ เรามาเข้าเรื่อง GPV กัน

          เราทราบกันดีว่า สูตรการคำนวณเงินสำรองแบบ Prospective ที่เราใช้กันอยู่สำหรับการคำนวณเงินสำรองประจำปีแบบ NLP valuation คือ PV Benefit – PV Premium แต่สำหรับ GPV แล้ว สูตรจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยเป็น

GPV Reserve = PV Benefit + PV Expenses – PV Gross Premium

          โดยที่ PV Benefit จะรวมผลประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งการเสียชีวิต เงินคืนต่าง ๆ และอาจจะรวมไปถึง เงินปันผลด้วยก็ได้ หากเราไม่แยกเงินสำรองสำหรับเงินปันผลออกมาต่างหาก

          ส่วน PV Expense ก็หมายถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกรมธรรม์ รวมไปถึง commission และ override ต่าง ๆ ด้วย ค่าใช้จ่ายนี้ ยุ่งยากพอสมควรนะครับ เพราะต้องแยกออกมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อกรมธรรม์ ค่าใช้จ่ายต่อเบี้ยประกัน หรือ ค่าใช้จ่ายต่อทุนประกันอีกด้วย รายละเอียดของการกำหนด expense assumption นั้นเป็นเรื่องยาวนะครับ ผมจะสรุปสั้น ๆ ไว้ในส่วนของ assumption ก็แล้วกัน

          PV premium ก็คือ PV ของ Gross Premium นั่นเอง แต่จะใช้ modal premium หรือ annualized premium หรือ premium อื่น ๆ เดี๋ยวเราว่ากันในข้อต่อไปนะครับ

          ก่อนจบ ส่วนนี้ ตอบคำถามข้างต้นก่อนว่า ถ้าเราคำนวณออกมาแล้วมีค่าติดลบ เกิดอะไรขึ้น......ง่าย ๆ ครับ คำนวณผิด (อ้าว......) เปล่าครับ ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นไปได้ คิดง่าย ๆ ครับ แบบประกันนั้น ๆ มีเบี้ยสูง (PV Gross Premium เลยมาก) เมื่อเทียบกับต้นทุน หรือว่า assumption ที่ใช้สำหรับ benefit หรือ โดยเฉพาะ expense นั้นต่ำเกินไป หรือว่า การตั้ง margin (ที่เราเรียกกันว่า pad) นั้นอาจไม่เหมาะสมก็ได้ แต่ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะถูกหมด เราก็มีค่าติดลบได้นะครับ โดยส่วนมากมักจะเกิดในปีแรก ๆ ของกรมธรรม์เท่านั้น และการเกิดเงินสำรองติดลบนี้ เกิดขึ้นได้ในระดับรายกรมธรรม์นะครับ แบบติดลบทั้ง portfolio นั้นก็เป็นไปได้ แต่ยากมาก ๆ ครับ (เว้นแต่ว่าทั้ง portfolio มีอยู่กรมธรรม์เดียวนั่นแหละ)

เบี้ยประกันที่รับจริง (Gross Premium)

          มาถึงส่วนที่สาม ว่ากันด้วยเรื่องของนิยาม เบี้ยประกันที่รับจริง ว่าคืออะไร

          ตามทฤษฎีแล้ว มันก็คือเบี้ยที่เรารับจริง ๆ นั่นแหละครับ กรมธรรม์ที่มิได้ชำระรายปี ก็ต้องใช้ modal premium ถ้ามีเบี้ย substandard ก็ต้องเอามารวมด้วย โดยหากว่าเบี้ย substandard นั้นจะถูกเก็บแค่ 3 ปี เราก็ต้องเอามาคำนวณแค่ 3 ปี เช่นกัน หากมีส่วนลด ก็ต้องใช้เบี้ยหลังหักส่วนลด แค่นั้นแหละครับ

          แต่ในทางปฏิบัติ เราอาจจะไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้นะครับ หากลองพิจารณาสูตรการคำนวณเงินสำรองของ GPV แล้ว เราจะเห็นว่า ถ้าเราใช้เบี้ยประกันที่ต่ำกว่าจริง เราก็จะมีเงินสำรองที่สูงกว่าความเป็นจริง การคำนวณให้ถูกต้อง 100% นั้น อาจไม่จำเป็นก็ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น หากเราพบว่า ใน portfolio มีจำนวนกรมธรรม์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานน้อย เราก็อาจจะไม่ต้องรวมเบี้ย substandard ก็ได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับวิธีการของแต่ละคนนะครับ

Assumptions

          มาถึงเรื่องสำคัญแล้วล่ะครับ assumptions ครับ.......

          การคำนวณเงินสำรองที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ แบบ NLP valuation นั้น เราใช้ assumption เพียง 2 ตัว คือ ตารางมรณะ และ อัตราดอกเบี้ยตามที่ใช้ในการคำนวณเบี้ยประกัน ทุกบริษัทก็ต้องใช้ตารางเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเดียวกัน (หาก price เหมือนกัน) และ assumption เหล่านี้ เราถือว่า locked-in นะครับ คือจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดจะเปลี่ยนแปลง หรือ อัตรามรณะจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม และที่สำคัญคือ ไม่มีการใช้ assumption หลายตัว เช่น expense, lapse เป็นต้น พูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า NLP valuation ที่ใช้อยู่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่า วิธีการคำนวณนั้นต่างกัน

          Assumptions ที่ใช้ใน GPV นั้น จะเป็นแบบ best estimated assumptions นั่นคือ เราต้องกำหนด assumptions ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และที่สำคัญ ต้องมีที่มาที่ไปนะครับ ในระบบ GPV นั้น assumptions จะไม่ locked-in นั่นหมายความว่า มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลักการทั่วไปของการกำหนด assumptions มีดังนี้

              • assumptions นั้น ต้องมีสถิติ หรือ ข้อมูลสนับสนุนว่ากำหนดมาอย่างไร best estimated ของ 10 actuaries อาจจะต่างกันหมดเลยก็ได้นะครับ แต่ทุกคนต้องบอกได้ว่า assumptions ของตนนั้นมีที่มาอย่างไร

              • ควรจะเป็นการกำหนดเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต หมายความว่า เราใช้ข้อมูลในอดีตมาเป็นสถิติ เพื่อกำหนด assumptions สำหรับอนาคต เช่น ใช้ข้อมูลสถิติการตาย เพื่อกำหนดอัตรามรณะที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หากเราพบว่า มีความเสี่ยงใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น โรคระบาด ก็อาจจะใช้อัตรามรณะสูงกว่าที่ผ่านมาก็ได้

              • การเปลี่ยน assumptions นั้น ต้องทำเพื่อให้เป็น best estimated จริง ๆ เพราะมีข้อมูลบ่งชี้ชัดว่า assumptions ที่ใช้อยู่นั้นล้าสมัยไปแล้ว มิใช่ทำเพื่อให้เกิดผลกำไร หรือ ขาดทุน ในงบการเงินนะครับ อันนี้ ถือว่าผิดจรรยาบรรณนะครับ

          ความยากของ GPV ก็อยู่ที่ assumptions นี่แหละครับ เรื่องการกำหนด assumptions นี้เป็นเรื่องยาวครับ ผมยกตัวอย่างคำถามคร่าว ๆ นะครับ

          • ทำอย่างไรถ้าสถิติที่มีอยู่นั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือพอ (credibility) หรือ มีจำนวนข้อมูลน้อยไป

          • Expense บริษัทเล็ก อาจต้องใช้ expense assumption ที่เรียกว่า Target expense แทนที่จะเป็น expense จริง ๆ เพราะจะสูงมากเกินไป และถ้าใช้ target expense แล้วจะต้องปรับอะไรอีกบ้าง

          • อัตราดอกเบี้ยที่ใช้จะกำหนดอย่างไรดี

          • Lapse เราจะใช้ lapse rate อย่างไร ตามแบบประกัน ตามงวดการชำระเงิน ตามช่องทางการจัดจำหน่าย ตามวิธีการชำระเงิน ฯลฯ

          คำถามข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างนะครับ เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสแล้ว ผมจะเขียนหัวข้อใหม่เกี่ยวกับ assumptions อย่างเดียวเลยในฉบับต่อ ๆ ไปแล้วกัน ขอติดไว้ก่อนนะครับ

          อ้อ...เกือบลืม PAD คืออะไร PAD ย่อมาจาก Provision for adverse deviation นะครับ คือในการคำนวณ GPV ของบางระบบ เช่น Canadian GAAP นั้น เราจะต้องเพิ่ม margin ซึ่งก็คือ เจ้า PAD นี่แหละเข้าไปด้วย เพราะเนื่องจากว่า สิ่งที่เราคิดว่า เป็น best estimated assumptions นั้น อาจจะคิดผิดก็ได้นะครับ ดังนั้น PAD จึงเป็นตัวเสริมให้ conservative มากขึ้น การกำหนด PAD มีหลายวิธีนะครับ เอาไว้ว่ากันทีหลัง แต่หลักการคร่าว ๆ คือว่า PAD เมื่อเติมเข้าไปใน assumption แล้ว จะต้องทำให้มี reserve สูงขึ้น มิใช่ลดลง

          ที่บริษัทผมใช้ระบบ CGAAP ซึ่งเป็น GPV basis นะครับ เรามี software สำหรับ CGAAP โดยเฉพาะ ที่ชื่อว่า AXIS เป็นตัวช่วยคำนวณให้ ส่วนสำคัญก็คือ การตั้ง assumptions นี่แหละครับ เพราะเปลี่ยนยากมาก ถ้าไม่มีเหตุผลสนับสนุนมากจริง ๆ และมักจะอนุญาตให้เปลี่ยนแค่ปีละครั้ง ประมาณ Q3 เท่านั้นนะครับ

          สุดท้ายสำหรับฉบับนี้ ผมขอติดเรื่องการกำหนด assumptions ไว้ก่อนนะครับ แล้วคราวหน้าจะมาพูดถึงเรื่อง assumptions อย่างเดียวเลย