โดยพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่) FSA, FRM

          ช่วงนี้ถ้าฟังข่าวการเงินอยู่บ่อยๆ คงจะได้ยินคนพูดถึง Money market กับ Capital market ให้ได้ยินพอคุ้นหูกัน แต่ที่แน่ๆ ตลาดทั้งสองแบบนี้ไม่ได้ขายผักขายปลาอย่างในตลาดสดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปแน่ๆ เราลองมาทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่วางขายกันอยู่ในท้องตลาดทั่วไปดีกว่าครับ

          ถ้าอยากจะแยกแยะว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวไหนเป็น Money market หรือ Capital market ล่ะก็ เราก็อาจให้คำจำกัดความอย่างคร่าวๆ เอาไว้ใช้คุยกับคนอื่นได้อย่างไม่อายครับ

          ถ้าระยะการลงทุนของมันไม่เกิน 1 ปี เราก็สามารถเรียกว่า Money market ซึ่งเป็นตราสารการเงินระยะสั้น
แต่ถ้าระยะการลงทุนของมันเกิน 1 ปีขึ้นไปล่ะก็ เราจะเรียกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านั้นว่าอยู่ใน Capital market

          แค่นี้เราก็พอแยกได้อย่างคร่าวๆ แล้วครับว่าตราสารทางการเงินแบบไหนอยู่ในตลาดแบบไหน เวลาอ่านหรือฟังข่าวก็คงจะพอได้ไอเดียเพิ่มเติมไปบ้างว่าเค้าพูดถึงอะไรกัน

          ทีนี้ลองมาสำรวจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรารู้จักกันทั่วไปดูว่าจะอยู่ในตลาดประเภทอะไรกันบ้าง อย่างแรกเลยก็คือหุ้น (common stock) สำหรับหุ้นนี้ก็เคยมีเคนแย้งอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นการลงทุนได้ทั้งสั้นและยาวแล้วแต่ว่าจะหวังผลกำไรระยะสั้นหรือยาว เทรดดิ้งรายวันหรือรายปี เป็นต้น แต่ถ้าจะดูกันจริงๆ แล้ว เราต้องมาดูที่ตัวกระดาษที่เป็นสัญญาว่าเค้าเขียนว่าอะไรกัน หุ้นนี้ปกติจะไม่มีระยะเวลาครบกำหนดสัญญา ประมาณว่าจะอยู่กันจนชั่วฟ้าดินสลาย ตราบจนบริษัทจะล้มหายตายจากไป แม้เจ้าของบริษัทจะตายไป ตัวหุ้นก็ยังอยู่นะครับ สรุปแล้วหุ้นจะอยู่ใน Capital market เท่านั้น และดังนั้นเมื่อมีคนบอกว่าช่วงนี้ Capital market มีปัญหาก็หมายความว่าเค้าพูดรวมถึงการลงทุนในหุ้นด้วย

          คราวนี้เราลองมาสำรวจดูพวกตราสารหนี้หรือที่เรียกว่า Debt ดูบ้าง

          ตราสารหนี้ก็เหมือนกับการกู้ยืมเงินกันแล้วก็ทำสัญญาลงในกระดาษ ดังนั้นถ้าระยะเวลาครบกำหนดสัญญาไม่เกิน 1 ปี เราก็เรียกว่ามันอยู่ใน Money market ถ้าระยะเวลาครบกำหนดสัญญาเกิน 1 ปีขึ้นไป เราก็เรียกมันว่าอยู่ใน Capital market ซึ่งในระยะเวลาหลังๆ เราจะเห็นกองทุนรวมในเมืองไทยที่เป็น Money market ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดกันมากมาย แล้วผลตอบแทนพวกนี้จะมากกว่าฝากธนาคารในแบงค์ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วกองทุนรวมแบบ Money market พวกนี้ก็เราไปลงทุนต่อในแบงค์หรือบริษัทต่างๆ ที่ต้องการขอกู้ยืมเงินในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนั่นเอง

          สำหรับคนที่พอมีพื้นทางการเงินอยู่แล้ว ลองอ่านสรุปคร่าวๆ ด้านล่างดูครับ คนที่ไม่มีพื้นก็อ่านข้ามข้างล่างนี้ไปได้เลย เป็นอันว่าจบเรื่องของ financial market ในฉบับนี้ครับ

          Money market / Capital Market: แบ่งตามระยะเวลาของการลงทุน ถ้าต่ำกว่า 1 ปีก็เป็น Money (ซึ่งจะมีแต่แบบ Debt เท่านั้น เพราะ Equity มี perpetual maturity จริงมั๊ย) ถ้ามากกว่า 1 ปี ก็เป็น Capital market. (หุ้น เป็น Capital market อยู่แล้ว)

          ลักษณะพิเศษของ Money market

                     1. มี Maturity < 1 ปี

                     2. ไม่นิยมมี coupon (มี maturity <1 ปี จะไปให้ coupon ตอนไหน)

                     3. Participant เป็นรัฐบาล หรือ สถาบันการเงินขนาดใหญ่

                     4. มี Liquidity สูง, denomination สูง : หมายความว่า มี Liquidity สูงกว่า Debt ใน Capital market (เนื่องจากว่า เป็น Short term debt) ส่วน denomination ก็คือ ราคาหน้าตั๋ว(ราคาขั้นต่ำ) เช่น มี denomination 10,000 ดอลล่าร์

                     5. ใช้ในแง่ Operation เช่น reserve, ซื้อ raw material, หรือ อะไรที่ทำเพื่อต้องการ cash มาหมุนชั่วคราว

มองประวัติศาสตร์ ทำนายอนาคตกับคลื่นคอนดราเดียฟ

          นิโคไล คอนดราเตียฟ (Nikolai Kondratieff) ขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ผ่านมาของเศรษฐกิจโลก และทำนายอนาคตที่กำลังจะเป็นไป

          โดยแนวคิดนี้กล่าวว่า ระบบทุนนิยมดำเนินไปในลักษณะ "คลื่นลูกยาว" กินเวลาประมาณ 50-60 ปี โดยมีช่วงขาขึ้นอยู่ที่การบุกเบิกและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ และช่วงขาลงอยู่ที่ความสิ้นแรงของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ช่วงภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อยาวนานก่อนจะเข้าสู่ภาวะขาขึ้นคราวต่อไป

มองประวัติศาสตร์ ทำนายอนาคตกับคลื่นคอนดราเตียฟ

          โดยมีตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่สี่อย่าง ได้แก่ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี สงคราม จำนวนประชากรและสินค้า โดยที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสงครามดูเหมือนจะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ปัจจัยอีกสองอย่าง อันได้แก่ จำนวนประชากรและราคาสินค้าเคลื่อนตัวตาม เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยี อัตราการเพิ่มของประชากรจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าจะลดลง และเมื่อใดก็ตามที่มีสงคราม อัตราการเพิ่มของประชากรจะลดลงและราคาสินค้าจะเพิ่มมากขึ้น