โดย คุณสุชิน พงษ์พึ่งพิทักษ์

            ธุรกิจประกันชีวิตของไทยปัจจุบันนี้พยายามที่จะผลักดันแบบประกันที่มีความแปลกใหม่ออกมานำเสนอแก่ผู้เอาประกัน โดยเริ่มให้ความสนใจไปที่กลุ่มแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนแปรผันกับการลงทุน เพื่อให้สินค้าประกันชีวิตมีมิติที่หลากหลายทางการเงินแก่ผู้บริโภคมากขึ้น ตัวอย่างแบบประกันดังกล่าวที่มีการพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ Universal Life และ Investment-linked product

            ในบทความนี้จะกล่าวถึงแบบประกันอีกแบบหนึ่งที่มีจุดขายที่ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เรียกว่า Equity indexed product

ลักษณะแบบประกัน Equity Indexed Product

            แบบประกัน Equity Indexed Product เป็นแบบประกันที่ให้ผู้เอาประกันมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่แปรผันตามดัชนีหุ้น นั่นคือได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นถ้าดัชนีหุ้นดีขึ้น แต่ถ้าดัชนีหุ้นตกลงผู้เอาประกันจะได้รับปกป้องผลตอบแทนจากการรับประกันขั้นต่ำ แบบประกันส่วนใหญ่จะเป็นแบบชำระเบี้ยครั้งเดียวมีระยะเวลาสัญญาอยู่ที่ 5-7 ปี เนื่องจากเป็นแบบประกันที่มีจุดขายอยู่ที่ผลตอบแทนจากการลงทุน มักจะกำหนดผลประโยชน์มรณกรรมไว้น้อยมาก (เช่น 101% ของเบี้ยประกัน เป็นต้น)

            การรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำจะหลากหลายแตกต่างกันไปตามสัญญา เช่น บางแบบอาจจะรับประกันขั้นต่ำที่ 90% หรือ 100% ของเบี้ยประกัน ในขณะที่บางแบบอาจจะรับประกันดอกเบี้ยขั้นต่ำ 2-3% ต่อปีเพิ่มเติมจากเบี้ยประกัน เป็นต้น

            การอ้างอิงกับดัชนีหุ้นมักจะใช้ดัชนีที่เป็นรู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น ในตลาดสหรัฐอเมริกาส่วนมากจะเป็นดัชนี S&P500 นอกจากนี้ในสัญญามักจะมีการกำหนด Participation rate ของดัชนีหุ้นไว้ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใช้คำนวณผลตอบแทน ตัวอย่างการคำนวณผลตอบแทนและการกำหนด Participation rate จะกล่าวถึงต่อไป

วิธีการกำหนดผลตอบแทนที่อ้างอิงตามดัชนี

            ผู้เอาประกันจะได้ผลตอบแทนที่อ้างอิงดัชนีหุ้นก็ต่อเมื่อระดับดัชนีหุ้นเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบระดับดัชนีสองจุดเวลา แต่ถ้าระดับดัชนีลดลงก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ การคำนวณผลตอบแทนที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกระดับดัชนีจุดเวลาใดหรืออย่างไรเพื่อเปรียบเทียบ ตัวอย่างวิธีที่นิยมแพร่หลายได้แก่

  • Point-to-point คำนวณผลตอบแทนโดยเทียบระดับดัชนีเมื่อเริ่มสัญญากับเมื่อครบกำหนดสัญญา
  • High water คิดผลตอบแทนโดยเทียบระดับดัชนีที่สูงที่สุดในระยะเวลาสัญญากับระดับดัชนีเมื่อเริ่มสัญญา
  • Low water คล้ายกับวิธี High water แต่เทียบระดับดัชนีที่ต่ำที่สุดในระยะเวลาสัญญากับระดับดัชนีเมื่อครบกำหนดสัญญา
  • Ratcheted หรือ Annual reset คำนวณผลตอบแทนแต่ละปีจากระดับดัชนีตอนเริ่มต้นปีเทียบกับเมื่อสิ้นปีและจัดสรรผลตอบแทนปีนั้นๆให้แก่ผู้เอาประกัน (ถ้ามี) ต่างจากวิธีอื่นๆที่ได้กล่าวไปแล้วตรงที่วิธีนี้จะคำนวณและจัดสรรผลตอบแทนทุกๆปีแทนที่จะคิดครั้งเดียวตอนครบกำหนดสัญญาเท่านั้น
  • Index averaging คิดผลตอบแทนโดยใช้ระดับดัชนีเฉลี่ยตลอดระยะเวลาสัญญาเทียบกับระดับดัชนีเมื่อเริ่มสัญญา

            ตัวอย่างการคิดผลตอบแทนแบบ Point-to-point เช่น ระดับดัชนีหุ้นเมื่อเริ่มสัญญาเท่ากับ 500 และเมื่อครบกำหนดสัญญาเท่ากับ 550 โดยที่มี Participation rate เท่ากับ 85% ผลตอบแทนของแบบประกันจะเท่ากับ (550-500)/500*85% นั่นคือ 8.5%

การบริหารการลงทุนสำหรับ Equity Indexed Product

            ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับแบบประกัน Equity Indexed Product ก็คือการลงทุน เนื่องจากมีการกำหนดผลตอบแทนผูกมัดทั้งในส่วนรับประกันขั้นต่ำและส่วนที่แปรผันโดยอิงกับดัชนีหุ้น ดังนั้นบริษัทจะต้องกำหนดนโยบายการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับภาระความผูกพันตามสัญญาดังกล่าวเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน การบริหารการลงทุนสำหรับแบบประกัน Equity Indexed Product สามารถทำได้สองวิธี

            วิธีที่หนึ่ง  มองผลประโยชน์ของ Equity Indexed Product แยกเป็นสองส่วน นั่นคือ ส่วนที่ให้ผลตอบแทนตายตัว (ขั้นต่ำที่รับประกัน) กับผลตอบแทนเพิ่มเติมเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับดัชนีหุ้น ถ้าพิจารณาเฉพาะส่วนของผลตอบแทนตายตัว รูปแบบผลตอบแทนจะเหมือนกับ Zero coupon bond (พันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่ไม่มีการจ่าย coupon ระหว่างระยะเวลาสัญญา) ในขณะที่ผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีจะมีรูปแบบผลตอบแทนเหมือนตราสารอนุพันธ์ (derivatives) ประเภท call option ของดัชนีหุ้นที่อ้างอิงซึ่งจะให้ผลกำไรแก่ผู้ถือตราสารกรณีที่ระดับดัชนีหุ้นสูงกว่าระดับที่กำหนด แต่ถ้าระดับดัชนีต่ำกว่าที่กำหนดก็จะไม่มีผลกำไรขาดทุนใดๆแก่ผู้ถือ ดังนั้นบริษัทที่เสนอขาย Equity Indexed Product มักจะลงทุนให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แบบประกันโดยสร้างพอร์ตลงทุนประกอบไปด้วย Zero coupon bond กับ index call option

            อีกวิธีหนึ่งที่สะดวกกว่าก็คือ  ไปหาซื้อตราสารประเภท Structure Note ซึ่งเป็นตราสารประเภทหุ้นกู้หรือตั๋วเงินที่มีผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีหุ้นไว้เบ็ดเสร็จสำเร็จรูปในสินทรัพย์ตัวเดียว ส่วนมากตราสารประเภทนี้จะออกโดยสถาบันการเงินที่ซื้อขายแบบ over-the-counter นั่นคือทั้งบริษัทประกันและสถาบันการเงินสามารถทำข้อตกลง Structure Note ให้ตรงกับแบบประกันที่ออกได้

การ Pricing แบบประกัน Equity Indexed Product

         การ Pricing แบบประกันทั่วไปจะเป็นการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัยของแบบประกันนั้นๆภายใต้สมมติฐานที่กำหนด แต่การ pricing ของ Equity Indexed Product ไม่ใช่เพื่อกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยแต่เพื่อกำหนด Participation Rate ของแบบประกัน อัตราเบี้ยประกันภัยของ Equity Indexed Product ส่วนมากจะกำหนดให้เท่ากับทุนประกัน จากนั้นจะคำนวณว่าเบี้ยประกันภัยที่จัดเก็บนี้สามารถจัดสรรไปซื้อจำนวน Index option ให้ได้อัตรา Participation rate เท่าไหร่

         ตัวอย่างเช่น บริษัทสวัสดีประกันชีวิต นำเสนอแบบประกัน Equity Indexed Product มีระยะเวลาสัญญา 7 ปีโดยรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำเท่ากับเบี้ยประกันภัยบวกดอกเบี้ย 2% ต่อปี ผู้ซื้อมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นตามดัชนี SET50 ของตลาดหลักทรัพย์ การคำนวณผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีเป็นแบบ point-to-point โดยคิดผลตอบแทนอ้างอิงดัชนี ณ วันครบกำหนดสัญญา อัตราค่าใช้จ่ายและผลกำไรคาดการณ์รวมเท่ากับ 10% ของเบี้ยประกันภัย กำหนดให้อัตราเบี้ยประกันเท่ากับ 1,000 บาทต่อทุนประกัน 1,000 บาท

            ถ้าบริษัทวางแผนบริหารการลงทุนโดยนำเบี้ยประกันภายหลังหักค่าใช้จ่ายและผลกำไรไปซื้อ zero coupon bond เพื่อรองรับส่วนของผลตอบแทนขั้นต่ำที่รับประกัน และซื้อ SET50 European call option เพื่อให้ผลตอบแทนแปรผันตามดัชนี สมมติว่า ณ เวลานี้ราคา option หนึ่งสัญญาเท่ากับ 120 บาท และผลตอบแทน Zero coupon bond ระยะเวลา 7 ปีเท่ากับ 5% การ Pricing ของสัญญา Equity Indexed Product จะเป็นดังนี้

            เริ่มจากส่วนของผลตอบแทนขั้นต่ำที่รับประกัน 2% ต่อปี หมายความว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา ผลประโยชน์ที่รับประกันเท่ากับ
1,000*(1.02)7 = 1,148.69 บาท ดังนั้นเราจะต้องซื้อ Zero coupon bond 7 ปีผลตอบแทน 5% ต่อปีที่ให้มูลค่าครบกำหนดสัญญาเท่ากับ 1,148.69 บาท ราคาของ bond จะเท่ากับ 1,148.69/(1.05)7 = 816.35 บาท

            เบี้ยประกัน 1,000 บาทเมื่อหักค่าใช้จ่ายและผลกำไรที่คาดการณ์ 10% แล้วจะเหลือ 900 บาท หลังจากเอาไปซื้อ Zero coupon bond ในราคา 816.35 บาทแล้วสุดท้ายจะเหลือ 83.65 บาทเพื่อนำไปซื้อ option แต่ราคา option หนึ่งสัญญาเท่ากับ 120 บาทซึ่งมากกว่าเงินที่เหลืออยู่ ดังนั้นเราจะสามารถซื้อ option ได้เพียง 83.65/120 หรือ 0.697 สัญญา หมายความว่าถ้า option หนึ่งสัญญาให้ผลตอบแทน 1% จากการเปลี่ยนแปลงของระดับดัชนี ผู้ซื้อ Equity Indexed Product แบบนี้จะได้รับผลตอบแทน 0.697% (เนื่องจากเสมือนว่าถือเพียง 0.697 สัญญา) หรือกล่าวว่า Participation rate เท่ากับ 69.7%

อ้างอิงจากเอกสารประกอบ Presentation โดยคุณ Chuket Ounjitti ในการบรรยายให้แผนก Actuarial บริษัท AIA