สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน  ในฉบับนี้  ผมจะว่าด้วยเรื่องที่สามารถจบลงได้ในฉบับเดียว  ไม่ต้องรออ่านกันต่อในฉบับต่อไปภายหลัง ........Disintermediation Risk ครับ

          มันคืออะไร ....... แน่นอนครับ เป็นคำถามที่หลาย ๆ ท่านคิดเป็นคำถามแรก  ผมไม่แน่ใจว่า เจ้า Disintermediation Risk นี้ ในภาษาไทยเค้าแปลว่าอะไร  พอดีผมหาพจนานุกรมไม่เจอ  เอาเป็นว่าขอใช้ภาษาอังกฤษไปตลอดบทความแล้วกันนะครับ

          Disintermediation Risk คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด  ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ (asset) ที่บริษัทซื้อไว้เพื่อจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์นั้น มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยที่ผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว (Guaranteed) ทำให้บริษัทประสบภาวะขาดทุนจากการขายสินทรัพย์เหล่านั้น เพื่อนำมาจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์  โดยเฉพาะมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่สามารถเวนคืนกรมธรรม์ได้เมื่อต้องการ

          ผมขอขยายความอีกนิดนะครับ.........กรมธรรม์ในบ้านเรามีการ guaranteed ผลประโยชน์ค่อนข้างสูง  ผลประโยชน์ที่จ่ายตามกำหนดเวลาเช่น 3 ปีคืน 10% เป็นต้น  ผลประโยชน์แบบนี้ ผู้เอาประกันต้องรอจนครบกำหนดเวลาก่อน จึงจะสามารถรับผลประโยชน์ได้  ผลประโยชน์พวกนี้ เราไม่ถือว่าก่อให้เกิด Disintermediation Risk ตรง ๆ นะครับ  เพราะผู้เอาประกันเลือกที่จะรับก่อนไม่ได้  หากบริษัทขาดทุนจากการขายสินทรัพย์เพื่อมาจ่ายผลประโยชน์พวกนี้ ถือเป็นการบริหารสินทรัพย์ผิดพลาดของบริษัทเอง

          ส่วนผลประโยชน์ที่ก่อให้เกิด Disintermediation Risk คือ มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์นั่นแหละครับ .........

          มูลค่าเงินสด หรือ มูลค่าเงินเวนคืน คือ เงินที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับ เมื่อทำการขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือ ทำการขอกู้กรมธรรม์ ตามสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่กำหนดไว้ในสัญญา  สังเกตดี ๆ ครับ มูลค่าเงินสดนี้.....เป็นมูลค่าที่ Guaranteed ครับ นั่นคือ เมื่อใดก็ตาม (ไม่ต้องรอจนครบกำหนดระยะเวลาแบบผลประโยชน์ข้างต้น) ที่ผู้เอาประกันต้องการเวนคืน หรือ ทำการกู้เงินจากกรมธรรม์  ผู้เอาประกันจะต้องได้รับเงินตามตารางมูลค่าเงินสดที่ระบุอยู่ในกรมธรรม์นั่นแหละครับ  ตารางดังกล่าวนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงครับ  แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะเป็นเท่าไรก็ตาม

          ปัญหาที่ทำให้เกิด Disintermediation Risk ก็คือว่า สินทรัพย์ที่บริษัทเอาไปลงทุนเพื่อนำมาจ่ายผลประโยชน์นั้น มีมูลค่าตามราคาตลาด ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยของตลาดครับ  และ พฤติกรรมของผู้ถือกรมธรรม์นี่แหละครับจะยิ่งทำให้เกิด Disintermediation Risk มากขึ้น......ทำไมล่ะครับ

          สมมุติอย่างนี้ครับ  บริษัทออกกรมธรรม์แบบง่าย ๆ 10 ปี Endowment แบบ Single Premium นั่นคือ จ่ายเบี้ยครั้งเดียว และ ไม่มีเงินคืนระหว่างกลางเลย  ถ้าผู้เอาประกันตายใน 10 ปีที่คุ้มครอง บริษัทจ่ายทุนประกัน แต่ถ้าไม่ตาย สิ้นปีที่ 10 บริษัทก็จ่ายทุนประกันคืนไปเช่นกัน  เอาเป็นว่า ให้ทุนประกัน 1 ล้านบาท มีเบี้ยประกัน 8 แสนบาท (จ่ายครั้งเดียว)  ตัวเลขสมมุตินะครับ.....  ตามกฎแล้ว กรมธรรม์นี้มีมูลค่าเวนคืนเงินสดที่ Guaranteed ตามตาราง ณ ทุกสิ้นปีกรมธรรม์ 

          ถ้าเรายังไม่มองที่การเวนคืนกรมธรรม์  และถ้าผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตแน่นอนใน 10 ปีนี้  บริษัทมีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน 1 ล้านบาทคืน ณ สิ้นปีที่ 10 จากเบี้ยประกันที่รับมา 8 แสนบาท  บริษัทก็ต้องเอาเงินจำนวนนี้ไปลงทุนครับ  โดยจะเอาไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (สมมุติ) ระยะเวลา 10 ปี เพื่อที่ว่า ครบ 10 ปีแล้ว ได้เงินคืนมาจ่ายคืนพอดี  หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาด โลกนี้สีชมพูครับ  ไม่มีอะไรต้องกังวล.....

          แต่ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดไม่คงที่สิครับ  การที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป มูลค่าของพันธบัตรก็เปลี่ยนไปด้วย  อย่างที่หลาย ๆ คนทราบ ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาพัธบัตรก็จะสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาพันธบัตรก็จะตกลง  แล้วคราวนี้พฤติกรรมผู้ถือกรมธรรม์มาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ???

          ในยามที่อัตราดอกเบี้ยลดลง Disintermediation Risk มักไม่ค่อยเกิดครับ  เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำ  ราคาพันธบัตรก็สูงขึ้น  ผู้ถือกรมธรรม์ก็ไม่รู้ว่าจะเวนคืน หรือ กู้เงินตามกรมธรรม์ เพื่อเอาเงินไปทำอะไร  ดอกเบี้ยต่ำไปหมด สู้เก็บเงินไว้ในกรมธรรม์ดีกว่า อีก 10 ปี ก็ได้ทุนประกันคืน 1 ล้านบาท  แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นล่ะครับ  ผู้เอาประกันมองว่า เอาเงินออกจากกรมธรรม์ไปลงทุนที่อื่น อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า (มั้ง ?) ดังนั้น เวนคืน หรือ กู้เงินออกมาจากกรมธรรม์ดีกว่า  บริษัทก็ต้องขายพันธบัตรก่อนกำหนดเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเวนคืน หรือ การกู้เงินนั้น  แต่ที่แย่กว่านั้น คือ ราคาพันธบัตรมันลดลงตามราคาตลาดครับ (เพราะดอกเบี้ยสูงขึ้น) บริษัทก็ขาดทุนสิครับ  เนื่องจากมูลค่าเวนคืนนั้น มัน Guaranteed ไม่เปลี่ยนไปตามราคาตลาดของพันธบัตร  อันนี้แหละครับ Disintermediation Risk........

Financial Impact

ที่ผ่านมาข้างต้น  ผมได้อธิบาย Disintermediation Risk ไปแล้วว่าคืออะไร  คราวนี้ เรามาดูผลกระทบต่อบริษัทกันครับ

Time
CSV
MV of Bond
Surrender G/L
(1)
(2)
(3) = (2) - (1)
0
600
676
76
1
640
703
63
2
680
731
51
3
720
760
40
4
760
790
30
5
800
822
22
6
840
855
15
7
880
889
9
8
920
925
5
9
960
962
2
10
1000
1000
0

          ในตารางข้างบนนี้ เป็นตัวเลขสมมุตินะครับ CSV คือ มูลค่าเงินสดที่ผู้เอาประกันสามารถเวนคืนได้ หรือ กู้เงินออกไปได้ มูลค่าในตารางเป็นมูลค่าต่อ ทุนประกัน 1000 บาท ทั้งหมด ถ้าจะคิดที่ทุนประกัน 1 ล้านบาท ตามตัวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้เอา 1000 คูณนะครับ

          MV of Bond คือราคาตลาดของพันธบัตรที่เราเอาไปลงทุนครับ สังเกตนะครับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราคาพันธบัตร ณ ปีที่ 10 และมูลค่าเวนคืน ณ ปีที่ 10 จะเท่ากันพอดี นั่นคือ ถ้าไม่มีการเวนคืน หรือ กู้เงิน บริษัทมีเงินจ่ายแน่นอนครับ ส่วนช่องสุดท้าย Surrender G/L คือ ผลต่าง หรือ ผลกำไร (ขาดทุน) ของบริษัท หากมีการเวนคืนกรมธรรม์เกิดขึ้น นั่นคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจากวันที่บริษัทเอาเงินไปลงทุน บริษัทจะมีกำไรครับ หากผู้เอาประกันมาเวนคืนในแต่ละปี อันนี้เป็นความสามารถในการลงทุนของบริษัทครับ อย่าลืมนะครับว่า เป็นตัวเลขสมมุติ ดังนั้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำ ผู้เอาประกันก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นอะไร การเวนคืน หรือ กู้กรมธรรม์ก็มักจะไม่เกิด ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าบริษัทมี Surrender Gain แต่เป็นเพียงแค่ตัวเลขครับ เพราะถ้าไม่มีการเวนคืนก็ไม่มีกำไรเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ครับ

          คราวนี้ อย่างที่ทราบกันว่า ดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจู่ ๆ สิ้นปีที่ 5 หรือปีอื่น ๆ หลังจากนั้น เกิดดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นเท่าตัว ดูตารางข้างล่างครับ (สมมุติตัวเลขอีกนะครับ)

Time
CSV
MV of Bond
MV of Bond'
% Chg in MV
Surrender G/L
(1)
(2)
(3)
(4)
(5) = (3) - (1)
0
600
676
1
640
703
2
680
731
3
720
760
4
760
790
5
800
822
681
-17%
-119
6
840
855
735
-14%
-105
7
880
889
794
-11%
-86
8
920
925
857
-7%
-63
9
960
962
926
-4%
-34
10
1000
1000
1000
0

          หากสิ้นปีที่ 5 ดอกเบี้ยเกิดสูงขึ้นเท่าตัว เช่นจาก 4% เป็น 8% ราคาพันธบัตรร่วงทันทีครับ จาก 822 เหลือ 681 หรือ ลดลง 17% คราวนี้ ดอกเบี้ยในตลาดสูง ก็เป็นเหตุจูงใจให้ผู้เอาประกันส่วนหนึ่ง ทำการเวนคืน หรือ กู้เงินตามกรมธรรม์ เพื่อเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ดอกเบี้ยตามอัตราในตลาด บริษัทก็ต้องขายพันธบัตรในราคาแค่ 681 เพื่อมาจ่ายมูลค่าเวนคืน 822 ที่ Guaranteed ไว้ ทำให้บริษัทขาดทุน 119 ครับ สังเกตอย่างนึงนะครับ เมื่อพันธบัตรใกล้ปีที่ 10 แล้ว การลดลงของราคาพันธบัตรจะน้อยลงครับ บริษัทก็ขาดทุนน้อยลงด้วย และการลดลงในตารางนั้น independent กันนะครับ หมายความว่า เป็นผลของการลดลงของราคาพันธบัตรหากดอกเบี้ยสูงขึ้นในปีนั้น ๆ นะครับ เช่น การลดลงในปีที่ 6 ไม่เกี่ยวกับปีที่ 5 นะครับ

          ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้หมายความว่า ผู้เอาประกันทุกคนจะทำการเวนคืน หรือ กู้เงินตามกรมธรรม์ทุกครั้งที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นนะครับ มันยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ผู้เอาประกันไม่ทำเช่นนั้น เช่น

  • การลงทุนอื่น – คำถามง่าย ๆ ครับ เอาไปลงทุนอะไรดีล่ะ ถ้าจะเวนคืนเอาเงินออกมา อย่าลืมว่า การลงทุนอื่นอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในกรมธรรม์ก็ได้นะครับ ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ขอความแน่นอนดีกว่าครับ
  • ความต้องการมีประกันชีวิต – อย่าลืมครับว่า ประกันชีวิตนั้น เราป้องกันความเสี่ยงของการตายก่อนวัยอันควร มากกว่าการลงทุน ผู้เอาประกันต้องการที่จะเอาประกันชีวิตตนเองไว้ก่อน เพื่อให้ลูก หรือ คู่สมรสไม่มีภาระหากตนเองต้องตายไป ดังนั้น ก็ไม่อยากถอนครับ ที่สำคัญ หากต้องการซื้อประกันชีวิตใหม่ เบี้ยจะแพงขึ้นเพราะอายุมากขึ้นนะครับ
  • ดอกเบี้ยจากการกู้กรมธรรม์ – หากผู้เอาประกันไม่เวนคืน แต่ต้องการกู้เงินจากกรมธรรม์แทน เพื่อที่ว่าจะยังคงได้รับความคุ้มครองชีวิตอยู่ด้วย ก็สามารถทำได้ครับ แต่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทคิดจากการกู้กรมธรรม์จะสูง ซึ่งอาจจะสูงกว่าดอกเบี้ยในตลาดที่จะเอาไปลงทุนอีกครับ ดังนั้น ไม่คุ้มครับ

Risk Mitigation การลดความเสี่ยง

          หลังจากที่เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดจาก Disintermediation Risk กันแล้ว ในบางประเทศเคยมีกรณีที่เจ้า risk นี้ทำให้บริษัทประกันล้มได้เลย จึงต้องระมัดระวังในการจัดการให้มาก คราวนี้มาดูกันว่ามีทางป้องกันอย่างไรบ้าง

          จริง ๆ แล้ว พฤติกรรมของผู้ถือกรมธรรม์เป็นส่วนสำคัญที่จะก่อให้เกิด Disintermediation Risk ครับ การชี้แนะเหตุผลต่าง ๆ ที่ผู้เอาประกันไม่ควรทำการเวนคืน หรือ กู้เงินตามที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ก็เป็นตัวป้องกันที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ถ้าหากป้องกันไว้ไม่อยู่ มีวิธีอื่นไหมที่จะลด Risk ตัวนี้ลง.......มีครับ ตัวอย่างที่นิยมโดยทั่วไปและพบเห็นในหลายๆประเทศได้แก่

  • กำหนดให้มีการทำ Surrender Charge ครับ หมายความว่า หากผู้เอาประกันต้องการถอนก่อนกำหนด ก็ถูกปรับครับ เพื่อให้ค่าเวนคืนลดลง และไม่จูงใจให้ถอนครับ อันนี้ คล้าย ๆ กับการที่เรากู้บ้าน แล้วไปชำระคืนหมดก่อนกำหนดนั่นแหละครับ ปัจจุบันผมเข้าใจว่า กรมธรรม์ในบ้านเรายังไม่มี Surrender charge นี้นะครับ ยกเว้นกรมธรรม์แบบใหม่ ๆ ที่เป็นแบบควบการลงทุน ซึ่งอาจจะมี
  • ให้มีการใช้ Market Value Adjustment (MVA) ระบุในกรมธรรม์ หมายความว่า เมื่อมีการเวนคืนกรมธรรม์ มูลค่าเวนคืนจะถูกปรับตามราคาตลาดด้วย คือไม่ Guaranteed ครับ ปัจจุบัน ในบ้านเรายังไม่มีนะครับ (เท่าที่ผมทราบ) มีข้อสังเกตอย่างนึงของ MVA คือว่า การปรับนั้น อาจจะปรับขึ้นก็ได้นะครับ ไม่ต้องปรับลงเสมอไป อันนี้ผมมองว่า Fair ดีครับ
  • ให้อัตราดอกเบี้ยกู้กรมธรรม์สามารถปรับเปลี่ยนได้ อัตราดอกเบี้ยของการกู้เงินกรมธรรม์ ปัจจุบัน กำหนดตายตัวในกรมธรรม์นะครับ ถึงแม้ว่าจะสูงก็ตาม แต่ก็อาจจะไม่พอก็ได้นะครับ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นี้ก็ช่วยได้ทางหนึ่ง
  • กำหนดให้การเวนคืน หรือ กู้เงินนั้น ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า xx วัน (xx คือระยะเวลาที่เหมาะสม) อันนี้จะช่วยให้ผู้เอาประกันเปลี่ยนใจ หรือ อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงมา โดยเป็นการช่วยสภาพคล่องของบริษัทด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้อาจจะไม่ดีนักนะครับ เพราะผู้เอาประกันจะรู้สึกไม่พอใจที่เสียโอกาสการลงทุนอื่นไปด้วย

          สุดท้ายก่อนจบนะครับ ในฐานะที่ผมเป็น Actuary เราไม่อยากให้เกิด Disintermediation Risk หรอกนะครับ เพราะมันไม่เป็นผลดีต่อทั้งบริษัท และผู้เอาประกันเอง ผู้เอาประกันเองก็เสียโอกาสของการทำประกันไป หากเวนคืนเพื่อเอาไปลงทุนอย่างอื่นแล้วเกิดเสียชีวิตขึ้นมา ภาระก็จะมาตกลงที่ผู้รับประโยชน์แทน การเวนคืน หรือ การกู้นั้น ควรจะทำเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ นะครับ เป็นสิทธิที่จะทำได้อยู่แล้ว การทำประกันชีวิต ก็เพื่อประกันชีวิตเป็นหลักนะครับ ผลตอบแทนที่ได้จากการทำประกันชีวิตนั้น เป็นผลตอบแทนที่ต้องใช้เวลาในระยะยาว ถ้าเราต้องการเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น หากเป็นไปได้ ใช้เงินที่หามาได้ใหม่ดีกว่าครับ เราไม่ต้องการให้ผู้เอาประกันขาดการประกันชีวิตไปโดยไม่จำเป็นนะครับ

          ถึงตรงนี้ ผมก็ขอจบเรื่อง Disintermediation Risk ไว้เพียงเท่านี้ เป็นเรื่องแรกที่ผมสามารถทำให้จบลงได้ในฉบับเดียวครับ...

          ฉบับต่อไป ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับ Actuary โดยตรงบ้าง ......Lapse Supported Plan (LSP) ครับ มันคืออะไร แล้วดูอย่างไรว่าแบบประกันไหนเป็น LSP ผมจะเขียนจากประสบการณ์จริงที่พบมา แล้วพบกันครับ......สวัสดีครับ