โดย คุณสุทีม ภัทรมาลัย

            สวัสดีครับ ผมมัวแต่วุ่นอยู่กับการทำงานช่วงสิ้นปี ก็เลยไม่ได้ร่วมแจมกับการเปลี่ยนแปลงโฉมครั้งใหญ่ของสวัสดีแอคชัวรี ฉบับที่แล้ว ภายใต้หัวเรือใหญ่ของน้องทอมมี่คนเดิม ที่ไฟแรงมากๆ และเสียดายอีกเช่นกันที่ไม่ได้ไปพบปะสังสรรค์เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แอคชัวรีในงาน TAG (Thai Actuarial Gathering) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และในตอนนี้ก็ได้ออกมาเปิดบริษัทให้บริการปรึกษาทางด้านแอคชัวรีอย่างเต็มตัว ในขณะที่ยังพอมีเวลาที่ปลีกตัวจากงานที่เข้ามา ก็เลยคิดว่าจะมาเขียนเรื่องแบ่งปันกันให้อ่านกันบ้างก็น่าจะดี โดยผมได้ดึงเฉพาะแนวคิดหลักๆ จากต้นฉบับของ Asset Liability Management for a Going Concern (โดย William H. Panning) และตัดการพิสูจน์สูตรที่ยากออก เริ่มเรื่องกันเลยครับ

            โดยส่วนมากเวลากล่าวถึง ALM (Asset Liability Modelling, Asset Liability Management, Asset Liability Matching) มักคิดถึงเฉพาะธุรกิจประกันชีวิต เพราะลักษณะหนี้สินของธุรกิจประกันชีวิตเป็นหนี้สินระยะยาว ทำให้ต้องมีการวางแผนการลงทุนทางฝั่งสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับทางฝั่งที่เป็นหนี้สิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ถ้าบริษัทฯลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าหนี้สิน ก็จะมีความเสี่ยงจากการลงทุนซ้ำกลับเข้าไปในตลาด (reinvestment risk) ซึ่งอาจจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเป้าหมายการลงทุนเดิม หากบริษัทฯลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลายาวกว่าหนี้สิน ก็จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากการต้องขายสินทรัพย์ก่อนที่จะครบกำหนด เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงกระแสเงินสดขาออกของหนี้สิน (disintermediation risk)

            ความสำคัญหรือวัตถุประสงค์ของ ALM เป็นการบริหารจัดการระดับความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) ที่บริษัทฯ เผชิญอยู่ บ่อยครั้งที่จะพบว่ามุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์และหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันตามงบดุล ไม่ได้นับรวมมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินจากธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมักคิดตามมาตรฐานบัญชีในแง่ของ goodwill เท่านั้น หากมีการคำนึงถึงธุรกิจในอนาคตด้วย วิธีการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยก็จะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุด การทำ ALM จะมีประโยชน์และท้าทายมากยิ่งขึ้น หากไม่มองเพียงว่าเป็นการลงทุนสินทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับหนี้สินที่มีอยู่เท่านั้น

            ALM มีขึ้นมาจากความเห็นพ้องต้องกันอยู่ 2 ประการ คือ 1) มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงของบริษัท คิดมาจาก มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินจากสินทรัพย์ (PV of Assets CF) หักด้วย มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินที่ไหลออกของหนี้สิน (PV of Liabilities CF) และ 2) จุดประสงค์หลักของ ALM คือการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทตามข้อ 1 ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

            ก่อนการนำ ALMไปประยุกต์ใช้นั้นควรต้องระวังในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

            การประเมินราคาสินทรัพย์: ราคาตลาดของสินทรัพย์ต้องสามารถหาได้ และสะท้อนถึงมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินในอนาคต และต้องระวังให้มากสำหรับการประเมินสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนในการชำระหนี้ของลูกหนี้

            การประเมินราคาหนี้สิน: มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของหนี้สินนั้นเป็นราคาที่ทำให้บางคนยอมถือครองหนี้สิน ถ้าหนี้สินมีความเสี่ยงมาก ก็จะต้องจ่ายในราคาที่มากกว่าเพื่อให้บางคนยอมถือครองหนี้สินนั้น โดยสมมติว่าไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ การประเมินมูลค่าของหนี้สินบังคับให้ต้องพิจารณาทั้งกระแสเงินที่คาดหวัง และความแปรปรวนของกระแสเงินดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย

            การกำหนดอัตราดอกเบี้ย: การจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าบริษัทที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ก็ต้องมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะนำมาใช้ โดยความคิดหลักอยู่ที่ Duration ซึ่งเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดว่าเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซนต์ ต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหนึ่งเปอร์เซนต์ โดยสมมติว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่เสมอไปที่กระแสเงินสดจะเปลี่ยนแปลงขนานไปกับอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นควรจะพิจารณาถึงความสำคัญของ การวัดและบริหารเกี่ยวกับ convexity การวิเคราะห์ถึงผลกระทบของรูปทรงของ yield curve และมีการปรับ duration ของหนี้สินสำหรับความเกี่ยวพันกันของอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ

            การกำหนดสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง: จุดประสงค์ไม่ใช่การกำจัดความเสี่ยง แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับความเสี่ยงที่รับอยู่ สมมติว่าบริษัทมี duration ของสินทรัพย์ เท่ากับ 8 และ duration ของหนี้สินเท่ากับ 4โดยปกติบริษัทก็จะลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยโดยลด duration ของสินทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตามในสภาพแวดล้อมที่ yield curve เป็นขาขึ้น การลด duration ของสินทรัพย์จะทำให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังลดลง และสุดท้ายมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัทก็จะลดลง ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลให้ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับแอคชัวรีเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่กำหนดกลยุทธ์การลงทุนอาจจะหลงกลติดกับไปกับการหวังผลในการเก็งกำไรจากสภาพแวดล้อมของการลงทุนแทนที่จะมุ่งเน้นกับการจัดการความเสี่ยง

            ความเสี่ยงของกระแสเงินสดจึงต้องพิจารณาจากกระแสเงินสดทั้งบริษัท ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่สินทรัพย์หรือหนี้สินของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งของบริษัท ถ้าต้องการบริหารมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท การบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากแหล่งที่มาอื่นๆด้วย (เช่น ความเสี่ยงจากการรับประกันภัย ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน เป็นต้น)

            ALM ไม่ใช่การบริหารสินทรัพย์: โดยส่วนใหญ่บริษัทประกันวินาศภัยจะมองหนี้สินที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ให้มาในโจทย์ของ ALM แล้ว แค่หาซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับหนี้สินดังกล่าว ซึ่งที่จริงแล้วจะมีประโยชน์หลายประการถ้ามองไปถึงว่าหนี้สินที่มีอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การส่งประกันภัยต่อ การปรับสัดส่วนของธุรกิจหรือหนี้สินที่เกิดจากการรับประกันภัย เป็นต้น

เศรษฐศาสตร์ของการประกันวินาศภัย

            ธุรกิจประกันภัยนั้นมักจะขาดทุนสำหรับกรมธรรม์ปีแรก และสามารถทำกำไรได้ในปีต่ออายุ นั่นก็เนื่องมาจากปีต่ออายุมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการพิจารณารับประกันภัยและค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ต่ำกว่า ผู้เอาประกันภัยที่อายุมากขึ้นจะระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมากขึ้น ในแง่กำไรทางเศรษฐศาสตร์นั้นการต่ออายุกรมธรรม์มากขึ้นก็จะทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่หลักการทางบัญชีนั้นจะรับรู้เฉพาะกระแสเงินสดในปีนั้นๆโดยไม่รับรู้กำไรในอนาคต

            เพื่อเป็นการทำให้ข้อสรุปชัดเจนมากยิ่งขึ้น จะได้ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่ข้อสรุปสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยแสดงเป็นขั้นตอนดังนี้

    1. กำหนดเบี้ยประกันภัยและสินทรัพย์ที่ต้องการ
    2. หลังจากนั้นนำไปรวมกับมูลค่าของธุรกิจที่จะเกิดในอนาคต และ
    3. ผลกระทบจากภาวะการแข่งขันในตลาด

1) กำหนดเบี้ยประกันภัยและสินทรัพย์ที่ต้องการ

            สูตรเพื่อหาเบี้ยประกันภัยที่ให้อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมคือ (N + k * L * e–sT) * esT = L + (k * L * e–sT) * erT

            โดยที่ N = เบี้ยประกันภัยสุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย), L = ค่าคาดหวังของความสูญเสีย (บาท), T = เวลาที่เกิดความสูญเสีย, s = อัตราผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของพันธบัตรระยะเวลา T ปี, r = อัตราผลตอบแทนของการลงทุนก่อนหักภาษี และ k = อัตราเงินส่วนเกินสำหรับรองรับการเสียสูญ

(N + k * L * e–sT) * esT = L + (k * L * e–sT) * erT
ณ เวลาเริ่มต้น (t =0) ต้องนำเงินเบี้ยประกัน (N)และจำนวนเงินส่วนเกิน (k*L* e–sT) มาลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทน ณ ปัจจุบันเป็นระยะเวลา T ปี (s) เมื่อผ่านไป T ปี จำนวนเงินที่ลงทุนไว้จะต้องพอจ่ายความสูญเสีย(L) และจำนวนเงินส่วนเกินที่ลงทุนไว้(k*L* e–sT) ต้องได้อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (r)

            นั่นคือเบี้ยประกันภัย N = L * e–sT * (1 – k + k * e(r-s)T) ตามปกติงบดุลของบริษัทประกันภัยจะประกอบด้วย สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินหรือเงินสำรองประกันภัย บวกกับเงินส่วนเกินที่เผื่อไว้ (Asset = Reserve + k*Reserve หรือ A = (1+k)*R)

            สำหรับงบดุลทางเศรษฐศาสตร์ มูลค่าปัจจุบันของเงินสำรอง V(R) = และมูลค่าทางตลาดของสินทรัพย์ V(A) = A ส่วนมูลค่าเงินส่วนเกินทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับ V(A) – V(R) โดยแบ่งเป็นมูลค่าส่วนเกินที่เผื่อไว้ k*V(R) และมูลค่าส่วนเกินที่ไม่ได้เผื่อไว้ V(A) – V(R) – k*V(R) = V(A) – (1+k)*V(R) เพื่อให้มั่นใจว่ามูลค่าส่วนเกินที่ไม่ได้เผื่อไว้จะไม่เปลี่ยนแปลงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย แอคชัวรีต้องการ V(A) * D(A) = (1+k)*V(R) * D(R) โดยที่ D(A) คือ modified duration ของสินทรัพย์ และ D(R) คือ modified duration ของเงินสำรองประกันภัย จากการ match duration ข้างต้น ถ้าสมมติว่าเงินสำรองประกันภัยมากกว่ามูลค่าปัจจุบันของความสูญเสีย (R > V(R)) เราจะต้องการ D(A) < D(R)

2) มูลค่าของธุรกิจที่จะเกิดในอนาคต

            ต่อไปจะพิจารณาถึงกระแสเงินสดในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ กระแสเงินสดในอนาคตจากธุรกิจที่มีอยู่ (renewal business) และกระแสเงินสดในอนาคตจากธุรกิจใหม่ (new business) ในที่นี้ขอสมมติว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนความสูญเสียในอนาคตหักลบกับการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันภัยในอนาคต

            กำหนดอัตราความยั่งยืนหรืออัตราการต่ออายุกรมธรรม์จากปีหนึ่งไปข้างหน้าอีกปีเท่ากับ p ซึ่งคงที่ตลอดทุกๆปี (t=1 เป็น p, t=2 เป็น p2) มูลค่าปัจจุบันของการจ่ายความสูญเสียในอนาคตเป็น V(FL), มูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยในอนาคตเป็น V(FP) นั่นคือมูลค่าปัจจุบันของการเก็บธุรกิจปีต่ออายุในอนาคต V(FR) = V(FP) – V(FL) มูลค่าของผู้ถือหุ้นหรือ S/H value = V(A) – V(R) + V(FR) + V(NB) ในตารางข้างล่างนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึง อัตราส่วนของมูลค่าของผู้ถือหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (the ratio of Shareholder value to Book value) ในกรณีที่อัตราความยั่งยืน (p)และการจ่ายความสูญเสียที่เวลาต่างๆ (T)ที่แตกต่างกัน

เวลาที่จ่ายความสูญเสีย (ปี) อัตราความยั่งยืน (p)

0%

85%

100%

110%

1

1.2

1.8

2.3

3.1

2

1.3

1.9

2.5

3.2

3

1.4

2.0

2.6

3.4

4

1.5

2.1

2.7

3.5

5

1.6

2.2

2.9

3.7

 

มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัทตามงบดุลในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับมูลค่าทางบัญชี

สะท้อนถึงมูลค่าของการรักษาธุรกิจที่มีอยู่ในอัตราร้อยละ 85

แสดงถึงผลของการเพิ่มมูลค่าของบริษัท เพียงแค่รักษาเบี้ยประกันภัยให้คงที่ตลอดทุกปี

มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัทที่มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 10

 

            กล่าวโดยสรุปคือมูลค่าปัจจุบันของธุรกิจในอนาคตนั้นเป็นสัดส่วนที่สำคัญยิ่งต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้นโดยรวม ในข้อ 1) เราสนใจ V(A) * D(A) = (1+k)*V(R) * D(R) แต่ตอนนี้เราต้องสนใจพิจารณา V(A) * D(A) + V(FR) * D(FR) = (1+k)*V(R) * D(R) โดยที่ V(FR) นั้นได้รวมธุรกิจต่ออายุและธุรกิจใหม่ V(NB)ไว้ด้วยแล้ว V(FR) > 0 ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร ดังนั้นหาก D(FR) > 0 ก็สามารถสรุปได้ว่า D(A) จะน้อยกว่าแต่ก่อน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ถ้ามูลค่าของธุรกิจในอนาคตเพิ่มค่าสมการทางซ้ายมือ ในขณะที่ทางขวามือของสมการคงเดิม นั่นก็หมายความว่า duration ของสินทรัพย์จะลดลงเพื่อหักลบกับการเพิ่มของมูลค่าธุรกิจในอนาคต

            เนื่องจาก V(FR) = V(FP) – V(FL) ดังนั้น D(FR) จะสัมพันธ์กับ D(FP) โดยเบี้ยประกันภัยในอนาคต(FP) แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ เบี้ยประกันภัยคงที่ (Nf)ไม่เปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยประกันภัยผันแปร(Nv) ที่จะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย ถ้าให้ v เป็นสัดส่วนของเบี้ยที่ผันแปร จะได้ N = (1-v) * Nf + v * Nv ทำให้ D(FP) จะต้องถัวเฉลี่ยจาก D(Nf) และ D(Nv) ถ้าเบี้ยประกันภัยในอนาคต (FP) แปรผันกับอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด (v=1) จะทำให้ D(A) จะต่ำกว่ากรณีปกติ แต่หากเบี้ยประกันภัยในอนาคต (FP) ไม่แปรผันตามอัตราดอกเบี้ย (v=0) จะทำให้ D(A) สูงมากขึ้นกว่ากรณีปกติ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ควรจะแยกกลยุทธ์ทางการลงทุน (investment strategy) ออกจากกลยุทย์การกำหนดราคา (pricing strategy)

3) ผลกระทบจากภาวะการแข่งขันในตลาด

            ในความเป็นจริง การที่บริษัทจะรักษาฐานลูกค้าได้มากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาของบริษัทคู่แข่งในตลาด สมมติว่าบริษัทคู่แข่งใช้สัดส่วนของเบี้ยประกันภัยผันแปรเท่ากับ w (แทนที่จะเป็น v) และกำหนดให้ q เป็น elasticity ของอัตราการเติบโตของบริษัท (p) ต่อการเปลี่ยนแปลงของการเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยกับบริษัทคู่แข่ง (Nrel) ถ้าบริษัทคู่แข่งใช้กลยุทธ์การกำหนดราคาตรงกันข้ามกับบริษัท คือ w = 0 ในขณะที่บริษัทใช้ v = 1 และ สมมติว่า q = 1 (หมายความว่า ถ้าเบี้ยประกันภัยของบริษัทสูงกว่าคู่แข่ง 10% อัตราการเติบโตก็จะลดลง 10% ด้วย) จากการทดสอบพบว่า D(A) จะสูงหรือเสี่ยงมากขึ้น ทำให้สรุปได้ว่ากลยุทธ์การลงทุนและการกำหนดราคาต้องทำให้สอดคล้องกัน และคำนึงถึงผลกระทบจากการแข่งขัน ซึ่งจะสะท้อนกลับไปที่อัตราการเติบโตของบริษัท

กลยุทธ์ราคาของบริษัท

ผลกระทบต่อ ALM ของธุรกิจในอนาคต(FR)

กลยุทธ์ราคาของบริษัทคู่แข่ง

เบี้ยประกันภัยไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน (w=0)

เบี้ยประกันภัยเปลี่ยนแปลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน (w=1)

เบี้ยประกันภัยไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน (v=0)

D(FR) < 0 ติดลบ จะต้องลงทุนเพื่อให้ D(A) สูงขึ้น

ไม่มีผลกระทบเพิ่มเติม

D(FR) เพิ่มขึ้น จะต้องลงทุนเพื่อให้ D(A) ลดลง

เบี้ยประกันภัยเปลี่ยนแปลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน (v=1)

D(FR) > 0 เป็นบวก จะต้องลงทุนเพื่อให้ D(A) ลดลง

D(FR) ลดลง จะต้องลงทุนเพื่อให้ D(A) สูงขึ้น

ไม่มีผลกระทบเพิ่มเติม

 

            สุดท้ายนี้ขอสรุปสิ่งที่อยากให้ได้จากบทความนี้

    1. ALM ไม่ใช่เป็นเทคนิคที่ใช้ได้เฉพาะในธุรกิจประกันชีวิต แต่ธุรกิจประกันวินาศภัยหรือสถาบันการเงินอื่นๆ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน
    2. การกำหนดกลยุทธ์การลงทุน และการกำหนดเบี้ยประกันภัยควรจะมีการหารือให้ออกมาพร้องต้องกัน ถ้ามีการติดต่อสื่อสารหรือประชุมกันระหว่างฝ่ายลงทุนกับฝ่ายแอคชัวรีน้อยจนเกินไป จะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสในการบริหารธุรกิจในทางที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้น ในปัจจุบันก็เริ่มมีแอคชัวรีทำงานอยุ่ในฝ่ายกำหนดกลยุทธ์การลงทุนกันมากขึ้น ซึ่งทำให้การกำหนดเบี้ยประกันภัยกับการกลยุทธ์การลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
    3. การทำแผนธุรกิจของบริษัทนั้นมักจะกำหนดอัตราความเติบโตของบริษัท เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดที่คาดหวังไว้ แต่อยากให้คำนึงถึงภาวะการแข่งขัน สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลไปถึงการต่ออายุของกรมธรรม์ รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงในการกำหนดอัตราความเติบโตของบริษัทด้วย
    4. ALM นั้นควรที่จะมองไปถึงมูลค่าของผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องมองไปข้างหน้า รวมถึงมูลค่าของธุรกิจใหม่ตลอดจนกระแสเงินที่จะได้ในอนาคตของธุรกิจที่มีอยู่ของบริษัท ซึ่งหลักการ Fair Value ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

            นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้อ่านการนำแนวคิดเรื่อง ALM มาใช้กับธุรกิจประกันวินาศภัย เลยนำมาฝากกัน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปครับ และหากท่านใดต้องการอ่านจากต้นฉบับ ก็สามารถอ่านได้จาก Asset Liability Management for a Going Concern by William H. Panning, Chapter 12 of The Financial Dynamics of the Insurance Industry, edited by Edward I. Altman and Irwin T. Vanderhoof