โดย คุณพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

            สมัยนี้คงไม่ต้องพูดถึงกันว่าการลงทุนในตลาดการเงินนั้นมันทำให้ใจแป้วแค่ไหน สมัยก่อนเรายังรู้ว่าการลงทุนต่างกับการพนันยังไง ถ้าพูดกันเป็นภาษาวิชาการก็จะบอกว่าการลงทุนคือการคาดหวังผลตอบแทนในอนาคตที่มากกว่าเงินที่ใส่ลงไปในวันนี้ แต่สำหรับการพนันนั้น เจ้ามือส่วนใหญ่จะกินเรียบ

            พอกลับมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันก็เริ่มจะชักไม่แน่ใจกันซะแล้วว่าสองอย่างที่กล่าวมานั้นต่างกันอย่างไร

            ว่ากันว่าในบ่อนคาสิโนยังสามารถให้แอคชัวรีคำนวณค่าความเสี่ยงหรือประมาณผลตอบแทนจากสถิติได้ แต่มันคงไม่สามารถใช้กับสิ่งที่เกิดในตลาดหลักทรัพย์ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างนี้แน่นอน ใช่แล้วครับ มันคือวิกฤติการเงินโลกที่กล่าวกันมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว โดยเฉพาะพวกตราสารอนุพันธ์ที่เรียกกันว่า Credit Default Swaps (CDS) ที่มีมูลค่าอยู่ประมาณ 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่แช่อยู่ในตลาดการเงิน สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้คนกำกับดูแลหรือมีกฎหมายบังคับที่ออกมาบังคับเพียงพอ ไม่เหมือนกับในบ่อนคาสิโนที่ยังจะมีคนคอยกำกับดูแลอยู่ซะมากกว่า

            พวก Swaps เหล่านี้เองที่นับวันก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามันเป็นตัวที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาเกือบล้มครืนลงมาในพริบตาอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่ายังทำให้ทุกคนงงๆ กันจนถึงตอนนี้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

            ทีนี้ก็กลับมาที่ว่าทำไม CDS ถึงได้ก่อปัญหาได้ โดยเริ่มกันอย่างง่ายๆ จากการมาทำความเข้าใจกันอีกทีว่าอะไรคือ credit default swaps โดยเฉพาะคนที่ไม่มีพื้นประกันก็ลองมาฟังตัวอย่างต่อไปนี้เพื่อทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

             สมมติว่ามีนักลงทุนรายใหญ่ได้ซื้อพันธบัตรจากบริษัท B แต่นักลงทุนได้กังวลว่าบริษัท B จะมีปัญญาจ่ายหนี้คืนให้เค้าได้ทั้งหมดหรือไม่ นักลงทุนรายนี้เลยหันไปหาบุคคลที่สาม ที่เป็นบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ (สมมติว่าเป็น บริษัท A) และซื้อความคุ้มครองที่อยู่ในรูปสัญญาของ Credit Default Swap บริษัท A ตกลงว่าจะจ่ายเงินให้นักลงทุนในมูลค่าเท่ากับมูลค่าของพันธบัตรในเหตุการณ์ที่บริษัท B ไม่สามารถชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ได้ (default)

            และแน่นอนว่า Credit Default Swap ไม่ได้เป็นสัญญาที่ทำขึ้นฟรีๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทประกันภัยต้องเก็บเบี้ยขึ้นมา โดยส่วนใหญ่เบี้ยที่เก็บก็อยู่ในรูปอัตราร้อยละของมูลค่าของพันธบัตร (เหมือนเบี้ยประกันภัยที่อยู่ในรูปอัตราร้อยละของทุนประกัน)

            Credit Default Swap จะว่าไปก็ไม่ได้ถูกกำกับดูแลแต่อย่างไร เพราะมันเป็นการซื้อขายที่อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า over the counter ซึ่งไม่ต้องผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือกฎเกณฑ์ใดๆ แต่เสมือนกับคนสองคนเจรจาตกลงทำเงื่อนไขกันเองมากกว่า (ถ้าเราลองนึกถึงการซื้อขายของโดยตรงผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็น่าจะนึกภาพออกได้ง่ายขึ้นครับ) และเมื่อสัญญาพวกนี้ไม่ได้ถูกจัดเข้าหมวดหมู่ของการกำกับดูแลการประกันภัย บริษัทที่ขาย CDS จึงไม่ต้องเก็บเงินทุน (required capital) สำหรับการขายสัญญาเหล่านี้เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการสูญเสียที่ไม่ได้คาดว่าจะเกิดขึ้น (large unexpected loss) ซึ่งไม่เหมือนกับการขายประกันชีวิตและประกันวินาศภัยแต่อย่างไร

            หันกลับมาเกี่ยวข้องกับ RBC (Risk Based Capital) กันอีกแล้ว เริ่มนึกภาพออกแล้วใช่มั๊ยครับว่าปัญหามันเกิดขึ้นตรงไหน

            Credit Default Swap ได้ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเบาใจ ฝ่ายหนึ่งคิดว่าเค้าได้ซื้อประกันไว้แล้ว ยังไงซะพันธบัตรที่ถือไว้ก็ได้เงินคืนอยู่ดี ส่วนอีกฝ่ายที่รับประกันให้กับพันธบัตร ก็คิดว่าพันธบัตรคงไม่ล้มง่ายๆ อยู่แล้ว

            พอช่วงราคาบ้านที่ดินขึ้น ก็จะมีผู้คนแห่กันเข้ามากู้จำนองเพื่อซื้อทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาจ่ายไหวมั๊ยในอนาคต อีกด้านหนึ่งของตลาดการเงินก็ไปหาเงินมาให้คนอื่นกู้โดยอาศัยเงินจากนักลงทุนอีกต่อนึง (สำหรับคนที่สอบแอคชัวรีจะทราบว่าสิ่งเหล่านี้ทำผ่านทางเครื่องมือการเงินที่เรียกว่า Mortgage – backed securities) และถ้าไม่ใช่เพราะพวกการกู้สินเชื่อเหล่านี้ได้มีการรับประกันโดยบริษัทรับประกัน พวกการปล่อยกู้ subprime mortgage ก็คงจะไม่ได้มีมากเท่านี้ เหตุการณ์ที่เป็นอย่างทุกวันนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ

            พอราคาบ้านที่ดินตกลงมา ราคาของ Mortgage – backed securities ก็ตกลงมาเป็นเงาตามตัวด้วย ทำให้เพิ่มโอกาสในการที่เบี้ยวการชำระหนี้หรือผิดสัญญา (default) มากขึ้น เมื่อราคา Mortgage – backed securities ตกลงมากกว่าค่าที่การันตีหรือรับประกันเอาไว้ คนที่ขาย Credit Default Swap เพื่อประกันให้กับ Mortgage – backed securities จึงต้องรับภาระเพื่อจ่ายส่วนต่างของราคาที่ตกลงมา

            เท่านั้นยังไม่พอครับ คนที่ซื้อ Credit Default Swap เพื่อประกันราคา Mortgage – backed securities นั้น ไปๆ มาๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อ Mortgage – backed securities ไว้เสียเอง นึกอยากจะซื้อแค่ Credit Default Swap ก็ซื้อได้เลย ซึ่งถ้าพูดกันจริงๆ ก็หมายความว่านักลงทุนสามารถซื้อประกันของ Mortgage – backed securities ได้โดยที่ไม่ต้องซื้อตัว Mortgage – backed securities ของมันเอง (เปรียบเหมือนกับอยากซื้อประกันรถยนต์ แต่ตัวรถยนต์นั้นเป็นของคนข้างบ้าน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนซื้อประกันฉบับนั้นเลย)

            การทำแบบนี้จึงทำให้คนบางกลุ่มซื้อ Credit Default Swap เพื่อเก็งกำไรโดยหวังให้ราคา Mortgage – backed securities ตก (มันก็เหมือนกับการไปซื้อประกันชีวิต แต่เป็นชีวิตของคนข้างบ้าน โดยคนซื้อสัญญาประกันชีวิตเป็นคนได้รับผลประโยชน์เอง พอคนข้างบ้านตาย คนซื้อประกันก็ได้เงิน)

            และเมื่อตลาดนี้ไม่ได้ถูกกำกับดูแล ขนาดของประกัน Credit Default Swap เหล่านี้จึงใหญ่แบบชนิดที่คาดไม่ถึง (จำได้มั๊ยครับว่าตลาดนี้ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีตัวตน แต่อยู่ใน over the counter อีกต่างหาก)

            จากการสำรวจในปี 2007 ได้พบว่าตลาด Credit Default Swap นี้มีมูลค่าประมาณถึง 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีค่าประมาณ 4 - 5 เท่าของ GDP ของสหรัฐอเมริกาในสมัยก่อนเลยทีเดียว!

            เราลองมานึกดูว่าถ้ามีกรมธรรม์ประกันที่มีทุนประกันรวมกันถึงมูลค่าถึง 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครที่คิดว่าจะต้องจ่ายทุน 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กันเลยทีเดียว อันนี้คงไม่เข้าข่ายหลักการประกันด้วย และสำหรับฝั่งประกันภัยบ้านเราก็จะมีบริษัทประกันภัยต่อที่คอยรับเบี้ยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่ล้มเป็นโดมิโน หรือทางศัพท์ในด้านประกันภัยจะเรียกว่า Catastrophe risk และความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติซึ่งไม่ต้องนำพฤติกรรมของคนมาเกี่ยวข้องในการคำนวณในโมเดล

            แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว และก็ทำให้กระทบกับสถาบันการเงินทั่วโลก ทำให้คนทั่วไปสูญเสียความมั่นใจในตลาดการเงิน จนมีคำถามเข้ามาว่าบริษัทประกันภัย (ทั้งวินาศภัยและประกันชีวิต) ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินนั้นจะมีความเสี่ยงมากแค่ไหน ลูกค้าที่ทำประกันภัยกับบริษัทจะสามารถได้เงินคืนหรือไม่ (หรือพูดในภาษาทางการที่ว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามข้อผูกมัดที่ได้เขียนไว้ในสัญญาได้หรือไม่) คำถามเหล่านี้ได้ถูกคนทั้งโลกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องและคอยจับตามองอยู่

            แต่ถ้ามองกลับมาที่การดำเนินธุรกิจประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันวินาศภัยหรือประกันชีวิตก็ตาม ก็จะเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้จำต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเนื่องจากมันเกี่ยวพันกับความอยู่รอดของสังคม (หรือจะเรียกว่า Social Security ก็ได้) และยามใดก็ตามที่บริษัทประกันภัยไม่สามารถชำระหนี้ที่เป็นข้อผูกมัดให้กับลูกค้าเมื่อเดือดร้อน ยามนั้นสังคมก็จะเกิดความวุ่นวายขึ้นตามมา

            และเมื่อธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่เฉพาะทางและซับซ้อนกว่าธุรกิจในสถาบันการเงินอื่นๆ ลองนึกองค์การอาหารและยาดูสิครับ การจะเอาผลิตภัณฑ์ออกมาขายได้ ก็จะต้องผ่านการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากภาครัฐก่อน กว่าที่จะเอามาขายออกสู่ท้องตลาดได้ สำหรับธุรกิจประกันภัย คนที่ทำวิจัยและค้นคว้าหาสูตรในการพัฒนาออกแบบประกันภัยก็คือ “แอคชัวรี” และสำหรับบริษัทประกันภัยเอง ส่วนมากก็จะมีคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคอยู่ห่างๆ ซึ่งนั่นก็คือ “แอคชัวรี” ซึ่งจะคอยติดต่อสื่อสารกับผู้กับกับดูแลธุรกิจประกันภัยอีกทอดหนึ่ง

            บทบาทหนึ่งของแอคชัวรีก็คือการดูแล “ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท” ให้ดำรงอยู่ได้ ยิ่งถ้าเป็นสัญญาที่มีข้อผูกมัดระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น 10 ปี หรือ 100 ปีก็ตาม แอคชัวรีจะต้องคอยจับตามอง คาดคะเนสภานะในบริษัท สภาวะทางเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่ง วิวัฒนาการของโรคภัย (เช่น ไข้หวัดนก) หรือ การจลาจลต่างๆ เป็นต้น

            และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกขึ้นมา บริษัทรวมถึงสถาบันการเงินทุกแห่งก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับ “เงินทุน” (Capital) มากยิ่งขึ้น ในธุรกิจประกันภัยเองก็ได้กำหนดการกำกับตัวเงินทุนเหล่านี้ในรูปแบบที่เรียกว่า risk based capital (RBC) สำหรับธุรกิจนี้โดยเฉพาะขึ้นมา ซึ่งทั่วทั้งโลกก็ได้มีการพัฒนาหลักการเหล่านี้ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ โดยมีแอคชัวรีเป็นแกนนำและคอยให้ความคิดเห็น

            การจะสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจยิ่งขึ้นนั้น การกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ (minimum required capital) นั้นจะต้องโปร่งใสและเด่นชัด บริษัทประกันภัยสามารถเอาตัวเลขออกมายืนยันได้ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็ต้องขึ้นกับผู้บริโภคและคนทั่วไปว่าจะทำความเข้าใจกับตัวเลขเหล่านี้อย่างไร

            ทั้งนี้ทั้งนั้นเราคงจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจของตัวแอคชัวรีเอง ให้เข้าถึงบทบาทมากยิ่งขึ้น อธิบายและสื่อสารตัวเลขออกมาให้เป็นตัวโน้ตที่สามารถบรรเลงท่วงทำนองให้กับคนฟังได้เข้าใจได้โดยง่าย

            ผมได้เขียนเนื้อหาเหล่านี้ลงไว้ที่เว็ปไซด์ของ Thailand Securities Institute (TSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

            1. บริษัทประกันภัยกับภาวะวิกฤติการเงินโลก

            2. บริษัทประกันภัยกับภาวะวิกฤติการเงินโลก (ตอนจบ)