โดย คุณพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

            ช่วงเวลาที่กำลังเขียนเรื่องราวในตอนนี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานสำหรับสถาบันการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาที่โดนปัญหาเรื่อง Subprime เข้าไป ผมก็มีความเห็นส่วนตัวหลายๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะได้ติดตามมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงเอามาเขียนในที่นี้ไม่ได้หมด จึงขอเก็บไว้นอกรอบดีกว่าครับ

            เราลองมาทำความเข้าใจกับแกนสำคัญของการเกิด Subprime ขึ้นมากันดีกว่าครับ แล้วคราวหน้าเรามาพูดกันถึงบทบาทของแอคชัวรีในเหตุการณ์เหล่านี้กันทีหลัง

            มีคนถามกันเข้ามาว่าวิกฤติ Subprime คืออะไร ถ้าตอบกันในแง่ที่ไม่ใช่วิชาการก็คงจะประมาณว่า มันมีการปล่อยกู้จำนองบ้านที่คนขอกู้ไม่มีคนค้ำประกันให้หรือมีสินเชื่อที่ไม่ดี (คือมีโอกาสไปชักดาบได้ง่ายๆ) ตลาดแบบนี้เค้าเรียกว่า Subprime mortgage นั่นเองซึ่งไปๆ มาๆ ถ้าจะเอาขายทอดตลาดแล้วให้มีคนซื้อได้ เค้าก็ได้ทำผลิตภัณฑ์การเงินขึ้นมาในรูปแบบของการประกัน แต่เป็นการประกันตัว Subprime mortgage ซึ่งชื่อแบบประกันตัวนี้ทางภาษาวิศวกรรมการเงินเค้าเรียกว่า CDS กัน

            คำศัพท์เริ่มมีมากขึ้น จากคำว่า Subprime ก็ต่อมาที่ CDS เอาเป็นว่า subprime เป็นชื่อเรียกของการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน โดยคนซื้อมีประวัติหรือฐานะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (เค้าถึงมีคำว่า sub ขึ้นหน้ามาครับ คล้ายๆ กับ substandard ในการพิจารณารับประกัน) ส่วนความหมายของ CDS นั้น ผมขออธิบายในสไตล์ของการทำความเข้าใจ แบบฉบับของชาวประกันกันดีกว่าครับ

            CDS ย่อมาจาก Credit Default Swap ถ้าพูดเป็นภาษาสำหรับชาวประกันอย่างง่ายๆ ก็คือ CDS เป็นเหมือนกรมธรรม์ประกันภัยประเภทหนึ่ง แต่แทนที่จะไปคุ้มครองชีวิตจากการตาย ก็ไปคุ้มครอง "บริษัท" หรือ “ตัว subprime mortgage” จากการเกิด "เหตุวิกฤติ" ที่ภาษาทางการเงินอาจจะเรียกว่า "credit event" (หรือก็เหมือนกับการไปคุ้มครองการตายของบริษัท) แต่คำว่า "credit event" นี้ก็ขึ้นอยู่กับคำจำกัดความที่เขียนขึ้นในสัญญา มันก็เหมือนกับเราจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุหรือจากการเจ็บป่วย ถ้าคุ้มครองเยอะหน่อยก็มีโอกาสจ่ายเยอะขึ้น เบี้ยก็ต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดาี้

             ดังนั้นใน CDS ก็จะเขียนนิยามว่า credit event คืออะไร... อาจจะหมายถึงการโดนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาลดลำดับความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เรากำลังประกันให้ก็ได้ หรืออาจจะหมายถึงการล้มละลาย (ก็ต้องให้คำนิยามอีกเหมือนกัน) ก็ได้

             แล้วถ้าเป็นเหมือนการประกัน ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งจ่ายเบี้ย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้รับความคุ้มครองจาก Credit event นั้นๆ

            ถ้าบริษัทประกันภัยไปทำธุรกรรมประเภท CDS โดยรับเบี้ยเข้ามา แต่ปรากฎว่าเกิด credit event เพิ่มมาเรื่อยๆ ทำให้เงินไหลออกจากบริษัทไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็เหมือนกับการไปรับประกันคนเป็นโรคร้ายแรง รอวันจากโลกนี้ไป (แต่บริษัทกลับคิดว่าคนนั้นเป็นคนสุขภาพปกติ) ถึงแม้ว่าเราเก็บเบี้ยลูกค้ามาได้ก็จริง แต่ก็เหมือนกับไปตั้งระเบิดเวลารอวันจ่ายทุนประกันไปในวันข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว

            ปัญหาเรื่อง Subprime นี้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างใหญ่หลวงก็เพราะเอา mortgage แบบที่เกรดต่ำ มาทำ CDS แต่พวกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating agency) กลับเอา mortgage เหล่านี้มายำรวมกัน แล้วก็แล่เป็นชั้นๆ แบ่งขายตามท้องตลาดอีกทอดหนึ่ง มีตั้งแต่แบบที่คุณภาพดี (ที่เป็น AAA) หรือ คุณภาพรองลงมา (ที่เป็น AA ซึ่งมีตัว A ลดลงมาหน่อย) แต่อย่างว่าเมื่อเอาขยะมาแล่ออกขายยังไง ตัวขยะก็ยังเป็นขยะอยู่ดี แม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับเป็น AAA (แปลว่าความน่าเชื่อถือดีสุดๆ) ก็ตาม

            จริงๆ แล้วความหมายลึกๆ ของ AAA ก็คือ ความน่าจะเป็นที่จะมีโอกาสในการที่จะมีสิทธิโดนชักดาบได้ 1 ครั้งภายในระยะเวลา 20, 000 ปี... (ครับ...นับจำนวนเลขศูนย์ไม่ผิดครับ)

            แล้วก็อาจมีบริษัทที่ไปรับประกัน Subprime mortgage เหล่านี้ โดยการที่จะคำนวณเบี้ยได้ก็ต้องอาศัยเรตติ้งจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จากบริษัทรับประกันที่คิดว่า Subprime mortage ที่แล่ออกมาให้เป็น AAA แล้วนั้น คงจะไม่มีความเสี่ยงอะไรมากนัก เพราะมันก็เปรียบเหมือนกับพิจารณารับประกันชีวิตของคนทั่วๆ ไป จากที่ประกันชีวิตต้องอาศัยคนพิจารณารับประกัน การขาย CDS ก็อาศัยเรตติ้งจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแทน

            ในส่วนตัวผมเอง ผมคิดว่าคำถามคงอยู่ตรงที่ทำไม สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือถึงทำแบบนี้ได้... คิดว่าเพราะบริษัทส่วนใหญ่หาคนทำ pricing หรือประเมินราคาของตัวแบบประกัน CDS เหล่านี้ได้ยาก (เหมือนหาแอคชัวรีมากำหนดราคาเบี้ยไม่ได้) มุมมองของนักกฎหมายก็คงอยู่ตรงที่ conflict of interest ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกับคนกำหนดอัตราเบี้ยของ CDS เป็นคนกลุ่มเดียวกัน (เหมือนไปจ้างแอคชัวรี (actuary) กับคนพิจารณารับประกัน (underwriter) จากคนนอกบริษัท ซึ่งคนเหล่านี้มีให้เกรดกับกำหนดราคามาเสร็จสรรพเลย) สุดท้ายก็เหมือนกับการกำหนดราคาผิด ไปรับประกันคนมีสุขภาพที่ย่ำแย่จนขนาดที่ไม่สามารถรับประกันได้ แต่ดันไปเก็บเบี้ยประกันเหมือนคนสุขภาพดี เพราะต้องพึ่งพาสถิติจากนักจัดอันดับการลงทุนที่เหมือนกับจะบอกว่าคนเหล่านี้สุขภาพดีเลิศ พอบริษัทไปรับประกันเข้าก็มีแต่ขาดทุนลูกเดียว

            ความรู้ทางด้านวิศวกรรมการเงิน (Financial engineering) จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีใครเข้าไปกำกับดูแลและเข้าใจได้ดีพอ... และก็ยังมี conflict of interest อย่างที่ว่านี่แหละครับ
             คิดว่าฉบับนี้จบลงตรงเท่านี้ดีกว่า เดี๋ยวต่อกันคราวหน้าถึงบทบาทของแอคชัวรีครับ..........ขอบคุณครับ