โดยคุณวิไลพร สุวรรณมาลัย (เพ็ญ)

         สัญญาไว้หลายครั้งก่อนหน้าว่าจะเขียนเรื่องลงสวัสดีแอคชัวรี คงต้องเขียนสักทีก่อนจะถูกทวงถามมากไปกว่านี้

         ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฝึกอบรมและทำงานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ณ สำนักงานใหญ่ของอลิอันซ์ ที่มิวนิค เยอรมันนี โปรแกรมที่ฝีกอบรมจัดขึ้นสำหรับนักคณิตศาสตร์ของอลิอันซ์โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะด้านต่างๆให้กับนักคณิตศาสตร์จากประเทศต่างๆในทุกภูมิภาคที่อลิอันซ์ตั้งอยู่ โดยเปิดโอกาสให้มีการอบรมในหัวข้อต่างๆเป็นเวลาสามอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็น simulation workshop , class room training, เทคนิคการนำเสนอ (APEX- Allianz Presentation Excellence)

         ต่อด้วย practical assignment คือทำงานที่สำนักงานใหญ่เป็นเวลาสามเดือน โดยกระจายไปทำงานตาม group center ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Group Actuarial life (ซึ่งผู้เขียนไปอยู่), non-life, Group Risk หรือแม้แต่ Global life unit รุ่นที่ผู้เขียนเข้าร่วมถือเป็นรุ่นแรกที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งนัยหนึ่งก็คือรุ่นบุกเบิก หรือจะเรียกว่ารุ่นทดลองก็คงไม่ผิด หากประสบความสำเร็จ ก็จะมีโอกาสได้เปิดรุ่นต่อไป (ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าปีนี้ก็ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้)

         เพื่อนๆที่เ ข้าร่วมโปรแกรมมีทั้งหมด 9 คน มาจาก 8 ประเทศ เป็นชาวเอเชีย (ไทยและจีน) ชาวอเมริกัน ชาวแมกซิกัน ที่เหลือเป็นชาวยุโรป นอกจากนี้พวกเราทั้ง 9 คนยังต้องร่วมกันทำโปรเจค นำเสนอให้กับสปอนเซอร์และ steering committee ซึ่งก็คือผู้ใหญ่จากทั้งสี่ส่วนงานที่กล่าวถึงข้างต้นและอลิอันซ์ CFO ซึ่งเป็นหนึ่งในอลิอันซ์ board member เพื่อการพิจารณาและอนุมัติให้ดำเนินการตามที่นำเสนอ เราต้องเข้าอบรบ project management เพื่อให้เข้าใจการทำโปรเจค

         นอกเหนือไปจากการประชุมร่วมอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะเดินไปในทางใด เพื่อการส่งโปรเจคได้ทันตามกำหนดและรายงานผลความคืบหน้าของโปรเจคเป็นระยะๆ มีหลายครั้งที่ความเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกันบ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เรื่องตลกๆ ก็มีปะปนบ้างเป็นต้นว่า native speakers ซึ่งก็คืออเมริกันชนทั้งสองรายได้รับคำแนะนำให้ออกเสียงพูดในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่เราใช้สื่อสารระหว่างกันให้ชัดเจน เหตุเพราะพวกเราที่เหลือ หรือก็คือส่วนใหญ่ เป็น non-native นั่นเอง (ถืออภิสิทธิ์ชนหมู่มากซะงั้น) มีบางครั้งที่หลายๆ คนแอบภูมิใจ (เท่าที่ผู้เขียนสังเกตเห็น) ว่าพูดได้ชัดกว่าอเมริกันชนทั้งสองรายก็คงจะเป็นตอนเรียนคลาสภาษาเยอรมันร่วมกัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราตกลงทำร่วมกัน โดยจ้างครูมาสอนแต่เช้าก่อนเวลาเข้างาน

         วกกลับเข้ามาเรื่องโปรแกรมในส่วนของเรื่องที่ได้เข้ารับการอบรม อาทิตย์แรกเป็นเวิร์คชอปที่ทางอลิอันซ์จ้างบริษัทภายนอกมาจัดให้ เป็นการจำลองบริษัทประกัน เราต้องแบ่งออกเป็นสามทีม (สามบริษัท) แข่งขันกันเพื่อดูว่าใครมีผลประกอบการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กำไร(ขาดทุน) จากการดำเนินการ การประกันต่อ การจัดการการเสี่ยงภัย การสร้างผลิตภัณฑ์ ทีมขาย ยอดขาย การจ่ายผลตอบแทนให้ทีมขาย นโยบายการจ้างงาน การควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ ที่ดีกว่ากัน ทีมผู้เขียน ซึ่งใช้ชื่อทีมว่า Schneewittchen (ดูดีมั้ย จริงๆคือไม่อยากคิดมาก ใช้ชื่อห้องของโรงแรมที่ทำเวิร์คชอปมาตั้ง ง่ายดี ซึ่งหมายถึง สโนไวท์) แข่งกันทั้งหมดห้าถึงหกปีประกอบการ ช่วงปีแรกๆได้ที่สอง มาสองปีหลังโค่นอันดับหนึ่งลงได้ ส่วนที่สามก็นอนมาตามระเบียบ

         สัปดาห์ที่สอง classroom training เป็นสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ terminology ใหม่ๆที่ไม่เคยทราบมาก่อนจากวงการประกันวินาศภัย (และน่าจะเป็นเช่นเดียวกันสำหรับชาววินาศภัยตอนเข้าอบรมหัวข้อด้านประกันชีวิต) ไม่ว่าจะเป็น PRISM (ระบบไอที ที่วินาศภัยใช้) หรือ RIO (ย่อมาจาก reinsurance optimization) ประกอบกับการผลัดเปลี่ยนหน้าตาของผู้บรรยายแต่ละท่าน (ที่ไม่ซ้ำกันเลย) ทำให้งงอยู่เหมือนกัน เมื่อเข้าออฟฟิตและได้เจอเขาเหล่านั้น พร้อมๆกับคิดไปว่า คุ้นๆว่าเคยเจอคนๆนี้มาก่อนนะ ต้องค่อยๆลำดับว่าเป็นใครและบรรยายเรื่องใดให้เราฟังมาก่อน

         สัปดาห์ที่สาม หลักๆ เป็น presentation class ซึ่งเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบ (แต่มิอาจหลีกเลี่ยง) สำหรับตัวผู้เขียนเองถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ฝึกทักษะการนำเสนอ เริ่มจากการกำหนดให้ผู้เข้าอบรมเล่าเรื่อง (ตามแต่นึกได้ในขณะนั้น) ภายในกำหนดเวลาห้านาทีในรอบแรก รอบที่สองและสามก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมแต่กำหนดเวลาสั้นลงเป็นสามและหนึ่งนาทีครึ่ง ตามลำดับ โดยผู้เข้าอบรบท่านอื่นๆที่เหลือจะผลัดเป็นผู้ฟังและประเมินผลการนำเสนอ ก่อนวนกลับมาในรอบสองและสามของการนำเสนอ โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับวิธีการ เพราะทำให้ผู้เข้าอบรมฝึกการนำเสนอโดยตนเองเป็นผู้กำหนดทั้งกรอบเรื่องและวิธีการนำเสนอ

         ผู้เขียนขออุบเรื่องที่ตัวเองนำเสนอ (ใครอยากทราบจริงๆ สอบถามเป็นการส่วนตัวได้) บอกเพียงว่าทำเวลาได้ใกล้เคียงกับที่กำหนดไว้มากที่สุดในทุกรอบ และได้รับคำชมว่าสามารถเล่าเรื่องเดียวกันแต่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องสามเรื่องที่แตกต่าง ซึ่งทั้งนี้ก็เพราะการลองฝึกการนำเสนอตามที่เทรนเนอร์แนะนำและเน้นการนำเสนอ คนละแง่มุมในแต่ละรอบของการนำเสนอนั่นเอง .....ลืมบอกไปว่ามีการอัดดีวีดีพร้อมตัดต่อเป็นอัลบั้มส่วนตัวสำหรับผู้อบรมทุกๆท่านเพื่อจะได้เห็นพัฒนาการการนำเสนอและนำไปใช้ปรับปรุงการนำเสนอของตนในอนาคตนั่นเอง

         ถัดมาเป็นช่วงเวลาสำคัญคือ practical assignment period ซึ่งเท่าที่สอบถามจากเพื่อนๆหลายคนทั้งก่อนและหลัง ได้รับ feedback ที่แตกต่างกันไป ซึ่งถือเป็นความเห็นส่วนบุคคล บ้างก็ชอบ บ้างก็ไม่ชอบ โดยส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่าขึ้นอยู่กับความสนใจ ความทุ่มเทของแต่ละคนกับงานที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละส่วนงานซะมากกว่า ในส่วนของ Group Actuarial life ที่ผู้เขียนไปอยู่ ได้รับโอกาสในการทำงานอย่างมากๆ จากทีมแอคชัวรีที่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมในการทำงานร่วมกัน ประชุมร่วมกันทั้งในแผนกและแผนกอื่นๆ ทำทั้งงาน Q2 closing, disclosure financial results to analysts, auditing และโปรเจค

         ทำให้แม้ในช่วงเวลาที่จำกัดของ practical assignment ก็เข้าใจขั้นตอน ได้ลงมือปฎิบัติ และแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกัน ทำให้เข้าใจในมุมมองการทำงานของ Group Actuarial life มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ไป site visit ที่อลิอันซ์ฝรั่งเศส เพื่อทำ product inventory หากมีโอกาสจะได้เล่าถึงผลิตภัณฑ์และวิธีการขายผ่าน association ที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จของที่ฝรั่งเศสต่อไป

         ตัดเข้าเรื่องความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตในมิวนิคน่าจะดี เพราะหากไม่กล่าวถึงเสียเลย ก็คงจะไม่ครบถ้วนนัก มิวนิค ในอดีตเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรียน มีอายุ 852 ปี ถือเป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยมากๆ เมืองหนึ่ง การเดินทางเน้นการขี่จักรยานและการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน (U-bann: Untergrundbahn) เป็นหลัก บ้างก็ขี่จักรยานจากบ้านไปจอดที่สถานี บ้างก็ขี่ไปจนถึงที่ทำงาน มีเป็นส่วนน้อยมากๆ ที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ราคาของจักรยาน ถ้าถอยจากร้านใหม่ๆ (ป้ายแดงแบบรถยนต์บ้านเรา) ขั้นต่ำแบบไม่มีออฟชั่นเพิ่มเติมใดๆ ก็ตกอยู่ที่ประมาณสี่ถึงห้าร้อยยูโร เพิ่มเติมเกียร์หรือแบบจักรยานภูเขาก็แพงขึ้นตามลำดับ จึงถือได้ว่าแพงมากหากเทียบกับราคาในบ้านเรา นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงกลไกของราคาที่เป็นไปตามหลักของอุปสงค์และอุปทาน หากใครสนใจซื้อ แนะนำให้ซื้อจักรยานมือสอง ราคาอยู่ที่ประมาณสี่สิบยูโร ถูกกว่าราคาของตั๋วเดือนของรถไฟฟ้าใต้ดิน (IsarCard) ซึ่งตกประมาณห้าสิบถึงหกสิบยูโร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรอบจำนวนโซนของการเดินทาง

         สถานที่ท่องเที่ยวเฉพาะในมิวนิคมีมากมาย เหมาะกับการเดินทางในวันอาทิตย์ (เพราะวันอาทิตย์ ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าจะปิดบริการ) อาทิ อลิอันซ์อารีน่า (สนามฟุตบอลอันเลี่องชื่อที่อลิอันซ์ให้การสนับสนุน) โอลิมเปียปาร์ค บีเอ็มดับเบิลยูเวิล์ลและมิวเซียม ดอยซ์มิวเซียม อิงลิชการ์เดน เวสท์ปาร์ค อิซาริเวอร์ ปราสาท Neumphenburg ทะเลสาบเท่าที่นับได้ก็มี Tegernsee, Starnbergersee, Ammersee และ Chiemsee แต่ละที่สวยงามและแตกต่างไปคนละแบบ Tegernsee เหมาะสำหรับคนชอบปีนเขา (hiking) มีเส้นทางให้เลือกหลายเส้นทาง ใกล้ไกลและสูงจากระดับน้ำทะเลแตกต่างกันไป, Ammersee น่าจะเหมาะ สำหรับคนที่ชอบเดินกินลม ชมบรรยากาศไปรอบๆทะเลสาบ, Starnbergersee กินพื้นที่กว้าง ครอบคลุมหลายสถานีรถไฟ สถานีแรกสุด Starnberg มีนักท่องเที่ยวอยู่มากที่สุด ส่วนสถานีถัดๆไปจะเป็นถิ่นพำนักของคนในภูมิลำเนา มีเห็นประปรายที่ขี่จักรยานออกกำลังกาย และสถานีปลายทาง Tutzing มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ป่าสีเขียว เหมาะกับการขี่จักรยานออกกำลังกายอีกเช่นกัน, Chiemsee มีศูนย์ประชุมชื่อ Kloster Seeon ซึ่งปรับปรุงมาจาก ศาสนสถานเก่าแก่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 994 (ประมาณพันกว่าปีก่อน) โครงสร้างหลักภายในยังคงมีเก็บรักษาไว้ให้เห็นถึงความเก่าแก่ สวยงาม สะท้อนอยู่ในแต่ละห้องประชุม

         พูดถึงเยอรมัน ถ้าไม่พูดถึงเบียร์ก็คงจะขาดอัตถรส เบียร์พื้นเมือง (Munchner Bier) เท่าที่นับได้มี HB, J&W, Lowenbrau, Paulaner และ Spaten หลักๆ มีสามแบบ ไลท์เบียร์ เบียร์ธรรมดา และเบียร์ดำ มีเพิ่มเติมรสชาติคือผสมน้ำมะนาว (lemonade) ได้ เหมาะสำหรับสุภาพสตรี เบียร์ดำจะแรงสุดแต่ก็หวานสุด ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน เบียร์ที่นี่เปรียบได้กับน้ำเปล่า มีราคาใกล้เคียงหรืออาจจะถูกกว่าเสียด้วยซ้ำ ซื้อหาได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศ ขอแนะนำให้ไปดื่มที่ร้าน ซึ่งที่ขึ้นชื่อสุดคงเพราะความเก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากสุดก็ที่ Hofbrauhaus

         สาธยายมาพอสมควรแก่หน้ากระดาษ ขอจบไว้เพียงเท่านี้ หากมีโอกาส จะกลับมาเล่าเรื่อง อาจเป็นวิชาการหรือเรื่องราวปกิณกะและสอดแทรกความรู้ในโอกาสต่อไปค่ะ