โดย คุณธัญลักษณ์ ศรีงาม (แนน)

            ฉบับนี้เราได้รับเกียรติจากคุณฮิโรชิ ทาเทอิชิ ประธานบริษัทมิลเลียไลฟ์อินชัวรันส์ (ประเทศไทย) มาพูดคุยกับเรา จากมุมมองของคนที่เคยทำงานในส่วนของแอคชัวรี จนไต่เต้าขึ้นมาเป็น CEO นั้น มีอะไรเล่าสู่กันฟังให้แอคชัวรีรุ่นน้องๆ ในประเทศไทยกันบ้าง ต้องขอขอบคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ --- ทอมมี่

            คุณฮิโรชิ ทาเทอิชิ ได้เริ่มเข้าทำงานที่ Tokio Marine and Fire Insurance เป็นที่แรกในส่วนของไอที 12 ปี หลังจากนั้นจึงได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เข้าไปทำการศึกษาธุรกิจประกันชีวิตในบริษัทประกันชีวิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งโดยหลักแล้วจะเข้าไปทำงานในส่วนของ Actuarial นอกจากนั้นยังได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง บริษัท The Tokio Marine Life ( ปัจจุบันคือ Tokio Marine Nichido Life) ในญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1996 และ Sino Life ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 2003

Mr.Hisoshi Tateishi

            จากฉบับที่ผ่านๆมา เราจะสัมภาษณ์เฉพาะคนที่เป็นแอคชัวรี่เท่านั้น ฉบับนี้เราลองมาดูมุมมองต่างๆของประธานบริษัทชาวญี่ปุ่นผู้ที่เคยมีประสบการณ์การทำงานในส่วนของแอคชัวรี่ต่อการประกันชีวิตในประเทศไทยและและงานทางด้านแอคชัวรี่กันดีกว่าค่ะ

            1.จากประสบการณ์การทำงานในหลายๆส่วนของประกัน คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการที่จะประสบความสำเร็จและทำให้งานสมบูรณ์มากขึ้น

             งานที่ทำมาก็มีทั้งงานที่สนุกและงานที่ยากลำบาก ตอนที่เป็นผู้จัดการฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า ก็มีหลายครั้งที่ต้องขอโทษลูกค้าเองโดยตรง ทำให้เข้าใจว่ากรณีไหนที่ลูกค้ารู้สึกไม่พอใจ ตอนที่ทำงานอยู่ฝ่ายไอที ก็ทำให้รู้ว่างานที่เราผิดพลาดอย่างหนึ่งนั้นเป็นการรบกวนลูกค้าอย่างมาก

             นอกจากงานแล้ว จากประสบการณ์การทำงานที่ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจโดดเด่น (หรือที่เรียกว่า BRICs) อย่างประเทศจีนและอินเดีย ไม่ใช่แค่ได้เรียนรู้ด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ศาสนา สิ่งแวดล้อมและอื่นๆเท่านั้น แต่ได้เรียนรู้ความสำคัญของการได้ท้าทายสิ่งใหม่ๆอีกด้วย

            ประธานบริษัทนั้นจำเป็นจะต้องเข้าใจในด้านต่างๆอย่างกว้างขวาง การที่จะเคยมีประสบการณ์การทำงานทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ ทว่าจะต้องสามารถนำเอาประสบการณ์จากการทำงานต่างๆมาใช้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว นอกจากนี้ ถึงจะพูดเรื่องเดียวกันแต่สิ่งที่คนแต่ละคนรับรู้ก็ต่างกันไป บางคนอาจรับรู้ในด้านบวก ขณะที่บางคนอาจรับรู้ในด้านลบ การจะเอาความคิดแบบญี่ปุ่นใส่เข้าไปร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงเป็นไปไม่ได้ ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้กับธุรกิจจริงๆในปัจจุบันได้ จำเป็นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทัศนคติของตัวเองไปเรื่อยๆ

            เนื่องจากผมเคยทำงานที่ประเทศอื่นนอกจากประเทศญี่ปุ่นมา ทำให้วิธีคิดของผมเป็นแบบประนีประนอม ถ้าพูดถึงบริษัทญี่ปุ่นแล้วอาจจะคิดว่าการดำเนินงานจะต้องเป็นแบบญี่ปุ่น แต่ว่าที่มิลเลียไลฟ์นั้นบรรยากาศการทำงานแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สำหรับตัวผมแล้ว ในเรื่องแอคชัวรี่นั้นไม่ได้เป็นเรื่องท้าทายของผม น่าจะเป็นเรื่องท้าทายของลูกน้องผมมากกว่า เพราะว่าที่ประเทศไทยคนที่มีแบคกราวน์แบบแอคชัวรี่แล้วเป็นประธานบริษัทประกันนั้นคงมีอยู่ไม่มากนัก ประธานบริษัทโดยทั่วไปแล้วเวลาดูสัญลักษณ์พวก Cx, Dx, Mx, Nx, lx, qx ก็จะไม่ได้ติดใจอะไรต่อ หรือไม่ก็อาจจะบอกว่า “เรื่องยากๆไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าฝากด้วยละกันนะ” ทว่า สำหรับผมแล้ว ไม่มีการพูดอะไรเช่นนั้นแน่ ฉะนั้นหากทางแอคชัวรี่จะคุยกับผมจะต้องเตรียมเอกสารอย่างละเอียด ดังนั้นคิดว่าพนักงานแอคชัวรี่ของมิลเลียไลฟ์อาจจะลำบากไม่ใช่น้อย

            2. เปรียบเทียบสถานการณ์ของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในญี่ปุ่นกับของไทยในขณะนี้ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

            ผมคิดว่าปัญหาของธุรกิจประกันในญี่ปุนไม่เหมือนกับของไทย ประกันชีวิตนั้นไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ อาจจะมีการรีอินชัวรันส์บ้างแต่เกินครึ่งเป็นธุรกิจภายในประเทศล้วนๆ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มมีจำนวนประชากรลดลง จึงทำให้จำนวนลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับบริษัทประกันชีวิตแล้วจะทำอย่างไรให้บริษัทเติบโตต่อไปได้นั้นเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทจะต้องคิดอย่างจริงจัง ส่วนในกรณีของไทยนั้น เป็นเพราะความนิยมในการทำประกันชีวิตต่ำ และจำนวนประชากรก็กำลังเพิ่มขึ้น จึงทำให้สถานการณ์แตกต่างกับของญี่ปุนอย่างมาก

            3. Annuity กำลังเข้ามาในประเทศไทย คุณคิดว่าประกันแบบนี้จะเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นหรือไม่

            ประเทศไทยเองก็มีอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นเช่นกัน และก็เปลี่ยนจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการเก็บออมเงินเพื่อตนเองเพิ่มสูงขึ้น ทว่าหากจะรอรัฐบาลให้กำหนดมาตรฐานและแจกเงินบำนาญก็คิดว่าป็นเรื่องยาก ดังนั้นการเตรียมเงินหลังเกษียณด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น กุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมให้เป็นที่แพร่หลายก็คือการลดหย่อนภาษีพิเศษให้กับประกันแบบ Annuity

            4. คุณคิดว่าธุรกิจประกันของไทยจะรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันอย่างไร

            การจะเติบโตด้วยอัตราเท่าที่ผ่านมาคงเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ยากที่จะหนีพ้นจากอิทธิพลคลื่นของวงจรเศรษฐกิจ ตอนที่ขอเพิ่มเบี้ยประกันมากๆ หรือขอขึ้นราคาของบริษัทนั้นก็อาจจะถูกทำเหมือนลืมซะเยอะ (ถูกเลื่อนจ่ายซะเยอะ) ฉะนั้นคิดว่าในช่วงเวลาอย่างนี้ควรจะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น หรือไม่ก็ทำคอมพลายแอนซ์ให้แข็งขี้นเพื่อให้บริษัทดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง

            5. คุณคิดว่าแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยเป็นอย่างไร

            คิดว่าคงได้รับผลกระทบวงจรเศรษฐกิจบ้างในระยะสั้น ทว่าต่อไปธุรกิจประกันของไทยน่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะยกระดับมาตรฐานชีวิตของมนุษย์ ก็จะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะรักษามาตรฐานชีวิตนั้นเอาไว้ และสิ่งที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้ก็คือประกัน บริษัทประกันยุคใหม่นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเมื่อประมาณ 250 ปีก่อน ทว่าเป็นที่น่าเสียดายบริษัทนั้นได้ล้มละลายไปเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 อย่างไรก็ตามต้นแบบธุรกิจโดยพื้นฐานของบริษัทนั้นก็ได้ถ่ายทอดต่อมายังบริษัทอีกหลายๆบริษัทและใช้มาจนปัจจุบัน นั่นเป็นเพราะว่าการประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตมนุษย์ ผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้ทำงานในธุรกิจนี้

            6. คุณคิดว่าแอคชัวรี่มีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจประกันชีวิต

            ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงเป็นที่แพร่หลาย ทำให้สามารถซีมูเลทข้อมูลตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีก่อนได้โดยสร้างซีนาริโอ้ขึ้นหมื่นซีนาริโอ้ แล้วใช้กฏของ Monte Carlo และเมื่อใช้วิธีการนี้ ก็อาจจะพูดได้ว่า 99.74 %จะไม่ล้มละลาย และนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานของแอคชัวรี่ ทว่า ขอให้ลองดูสถานการณ์วิกฤตการเงินในตอนนี้ ทั้งที่คนที่หัวดีเรียนจบการเงินมาซึ่งก็คาดว่าควรคำนวณความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องแต่ก็ยังเกิดปัญหาใหญ่ขนาดนี้ได้ นั่นเป็นเพราะอะไร

            จริงๆแล้ว ผมก็ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ ทว่า ผมอยากให้ใช้สัมผัสที่หก และพยายามตัดสินว่าสิ่งไหนเป็นอันตรายและสิ่งไหนปลอดภัย คอมพิวเตอร์นั้นสามารถคำนวณออกมาได้อย่างถูกต้องก็จริง แต่ถ้าอินพุทผิด เอาท์พุทก็ย่อมที่จะออกมาผิดด้วย ผู้ที่จะตัดสินใจได้ว่าอินพุทถูกหรือผิดมีเพียงมนุษย์เท่านั้น

            มิฉะนั้น การบริหารงานของบริษัทคงดำเนินไปในทิศทางที่ผิด

            7. คุณคิดว่าแอคชัวรี่สามารถทำงานอื่นนอกเหนือจากประกันได้หรือไม่ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร

            นั่นคงขึ้นอยู่กับคำนิยามของคำว่า “แอคชัวรี่” ถ้าให้คำนิยามคำว่า “แอคชัวรี่” คือคนที่สามารถสอบผ่านตัวเลขยากๆด้านประกันแล้วหล่ะก็การทำงานนอกธุรกิจประกันอาจจะยากล่ะมั้ง ซึ่งนั่นก็คงไม่ใช่ “แอคชัวรี่” แต่เป็น “คอมพิวเตอร์” (คนที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้อง)

            ทว่ามิใช่เช่นนั้น ถ้าพูดถึงคำนิยามของ  “แอคชัวรี่” ว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลขที่คนจำนวนมากยอมแพ้ และนำผลการวิเคราะห์นั้นมาเพิ่มแง่มุมของระบบบัญชีและภาษีเข้าไป แล้วนำมาแนะนำให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆว่ามีผลอย่างไรต่อธุรกิจของบริษัท เป็นกรณีๆไป ซึ่งคนที่ทำเช่นนี้ได้แน่นอนว่าสามารถทำงานได้กับทุกธุรกิจ

            เป็นที่น่าเสียดายแอคชัวรี่ในขณะนี้ได้รับอิทธิพลของGuild merchant  ดังนั้นถ้าพยายามที่จะนำเสนอความสามารถของพวกตน ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คงจะสามารถขยายสายการทำงานได้กว้างขึ้น

Mr. Hiroshi Tateishi

            Mr. Hiroshi Tateishi

            Graduated from the faculty of Engineering of the University of Tokyo in 1978 and joined at Tokio Marine and Fire Insurance Company.

            Working at IT department for 12 years and transferred to a life insurance business preparatory office. Studied a life insurance business, mainly actuarial area, as a trainee at some domestic and foreign life insurance companies for two years.

            Set up the Tokio Marine Life(currently Tokio Marine Nichido Life) in Japan in 1996 and Sino Life in Shanghai, China in 2003.

            Be the president of Millea Life Insurance(Thailand) since December, 2006.